2008/May/06

ฉันไม่รู้...ว่าความรักต้องใช้เวลาแค่ไหน
เพราะฉันไม่เคยรักใครมาก่อน
เธอ...เป็นคนแรกของฉัน
และก็แอบหวังอยู่ลึกๆด้วยว่า
จะเป็นคนเดียว...


ฉันเป็นคนจริงจังกับงาน...
จนชีวิตยุ่งเหยิงอยู่เสมอ
เวลาให้ตัวเองยังไม่มี
แต่ก็ไม่เข้าใจ...ทำไมหัวใจถึงมีเวลาไปรักเธอ
ฟังดูอาจเหมือนเรื่องปุบปับ
หัวใจฉันนึกอยากรักเธอก็รัก
แต่เปล่าหรอก...ฉันรู้ดี
หัวใจฉันมันค่อยๆรักเธอมาทีละน้อย
นานแล้ว...


เธอบอกว่ารักกัน...ทำไมไม่มีเวลาให้กัน
เข้าใจฉันด้วยนะ...ว่าฉันเป็นคนอย่างไร
ฉันรักความสมบูรณ์แบบ...
รับผิดชอบและมุ่งมั่นคือคติประจำใจ
ดังนั้น...ฉันจึงอยู่กับงานมากกว่าเธอ
อย่าเพิ่งน้อยใจ...คิดว่าให้ความสำคัญกับงานมากกว่าเธอ
เธอต้องเข้าใจนะ
ว่างานคือชีวิตสำหรับฉัน
แต่เธอ...คือหัวใจ
ขาดเธอไป หรือขาดงานไปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ฉันก็อยู่ไม่ได้
คิดล่ะสิว่าฉันเห็นแก่ตัว...ควรเลือกอะไรสักอย่าง
แต่ถ้าฉันทิ้งงานทุกอย่าง...เลือกเธอ
ฉัน...ก็คงไม่ใช่ฉันคนที่เธอรัก
และไม่ใช่ฉันคนที่รักเธอด้วย


ดังนั้นโปรดอย่ากังวลว่าฉันไม่รักเธอแล้ว
โปรดอย่าลังเลว่าฉันจริงใจกับเธอแค่ไหน
รับรู้ไว้นะวันนี้...
กายอาจไม่มีเวลา...แต่มีหัวใจมาให้
และจะฝากไว้ที่เธอ...คนเดียว
เสมอไป
...รักนะคนดี...

 

2008/May/06

เรื่อง > dekyingwaiwai ภาพ > สุวิทย์ กิตติเธียร  

          “โปรดเก็บตั๋วไว้ให้ตรวจด้วยนะครับพี่... ขอบคุณครับ”

          ไม่ว่าจะขึ้นรถเมล์หรือเข้าโรงหนัง เรามักจะได้ยินประโยคนี้จากคนขายตั๋วอยู่เสมอๆ และในทุกๆ ครั้งที่เขาบอกเราก็มักจะ...ขยำทิ้งบ้าง เก็บใส่กระเป๋าเลยบ้าง หรือไม่ก็เหน็บไว้เบาะข้างหน้าบ้าง!

          หลายๆ คนมักจะมองข้ามความสำคัญของกระดาษใบเล็กๆ อย่างตั๋วไป แม้ว่าตั๋วจะไม่ใช่ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่จะต้องเก็บไว้แล้วส่งชิงโชค! แต่ตั๋วบางชนิดมีค่าแทนหรือเทียบเท่าเงินเลยทีเดียว เพราะข้อความที่อยู่บนตั๋วทุกใบ ตัวเลข ตัวหนังสือ สัญลักษณ์ สี สามารถบอกถึงความหมายและรายละเอียดของตั๋วใบนั้นๆ ได้ แถมยังเป็นประโยชน์ทั้งผู้ที่ออกตั๋วและผู้ที่รับตั๋วอีกด้วย แม้ว่าตั๋วบางชนิดจะมีแต่ตัวเลข ที่มองดูแล้วยังไงก็ไม่มีความหมาย แต่หารู้ไม่ว่าตัวเลขเหล่านั้นซ่อนความหมายมากมายอย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

ตั๋วการเดินทาง

 

ตั๋วรถเมล์
          การเดินทางที่ถือว่าเป็นที่นิยมมากที่สุด ทั้งราคาและความสะดวก เป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยใช้บริการรถเมล์นั่นเอง ยิ่งเดี๋ยวนี้ ตั๋วรถเมล์เป็นมากกว่ากระดาษธรรมดาๆ ซะแล้ว โดยเฉพาะใครที่มักจะลืมของบนรถเมล์เป็นประจำ แล้วไม่รู้ว่าจะไปตามของที่หายได้จากที่ไหน ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เอาเป็นว่า เพียงแค่คุณเก็บตั๋วรถเมล์ไว้ คุณก็ได้ของคืนแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเลขรหัสม้วนตั๋ว, เลขหมวดตั๋ว, โลโก้ ที่ปรากฏอยู่บนตั๋วใบเล็กนี่แหละ สามารถสืบทราบถึงสายรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์ที่เบิกม้วนตั๋วม้วนนั้น ช่วงเวลาที่คุณใช้บริการรถเมล์สายนั้นๆ ได้ รับประกันได้ว่าถ้าคุณลืมแม้แต่กระเป๋าเหรียญใบกระจิ๊ด ก็ได้คืน

          1. เลข 1-15 หมายถึง ตัวเลขแทนช่วงระยะทาง ตัวเลขเหล่านี้หมายถึงระยะทางที่กรมการขนส่งได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ซึ่งรถเมล์ทุกสายไม่ว่าจะเป็นเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือรถร่วมบริการต้องใช้ร่วมกัน อย่างเช่นเลขที่แทนช่วงระยะทางที่ 1 ก็จะมีระยะทางตั้งแต่ตลาดอตก.3 เลี้ยวถึงถนนประชาราษฎร์ ระยะทางที่ 2 ก็จะมีระยะทางตั้งแต่ถนนประชาราษฎร์ถึงสะพานพระราม 7 เป็นต้น ตัวเลขแทนช่วงระยะทางนี้จะมีมากกว่าหรือน้อยกว่า 15 ช่วงระยะก็ได้ ขึ้นอยู่กับองค์กรที่ให้บริการว่าจะให้บริการเส้นทางที่ใกล้ไกล มากน้อยขนาดไหน
นอกจากจะแทนช่วงระยะทางแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ยังสามารถบอกให้กับผู้โดยสารและนายตรวจตั๋วได้รู้อีกว่า ผู้โดยสารขึ้นจากรถเมล์ป้ายไหน และนับเป็นช่วงระยะทางที่เท่าไหร่ และถ้าเป็นรถเมล์ที่จ่ายเงินตามระยะทาง ก็จะบอกถึงราคาในแต่ละระยะทางอีกด้วย

          2. โลโก้ของบริษัท บริษัทที่ให้บริการผู้โดยสารขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะใช้โลโก้แบบไหน ถ้าหากเป็นรถของขสมก. ก็จะเป็นตราของขสมก. แต่ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ก็จะมีตราบริษัทที่ต่างกันออกไป จะเห็นได้จากตั๋วใบนี้ที่โลโก้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ BSS

          3. เลขรหัสม้วนตั๋ว เป็นเลข 3-4 หลักแรก (ซึ่งในแต่ละองค์กรที่ให้บริการจะกำหนดไม่เท่ากัน) ใน 7 หลัก ซึ่งจะแทนเส้นทางการเดินรถที่ทางขสมก.กำหนดขึ้น รวมทั้งยังแทนสายรถเมล์สายนั้นๆ ด้วย

          4. เลขจำนวนผู้โดยสาร เป็นเลข 3-4 หลักต่อท้ายจากเลขรหัสม้วนตั๋ว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 000 ในทุกๆ ม้วนตั๋วและจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้โดยสารในแต่ละวัน รู้อย่างนี้แล้วใครที่อยากได้ตั๋วที่ลงท้ายด้วย 000 ไปรอกันที่ท่ารถตั้งแต่รถออกได้เลย

          5. เลขหมวดตั๋ว เป็นเลขที่แทนรอบการผลิตตั๋วและแทนรถเมล์สายนั้นๆ ซึ่งจะมีตั้งแต่ 1-1000 เลยทีเดียว อย่างเช่นตั๋วรถเมล์ในรูปนี้ เลขหมวดตั๋วคือ 55

          6. สีของตั๋ว สีของตั๋วนอกจากจะบอกถึงราคาแล้ว สำหรับรถเมล์ปรับอากาศคำนวณราคาตามระยะทางยังสามารถบอกถึงช่วงระยะในการเดินทางของผู้โดยสารอีกด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว ลงจากรถเมล์เมื่อไหร่ก็อย่าลืมที่จะเก็บตั๋วมาไว้ด้วยล่ะ เพื่อว่าถ้าลืมของจะได้บอกได้ว่ารหัสม้วนตั๋วคือตรงไหน เลขหมวดตั๋วคือเลขอะไร โอเค้...

คูปองตั๋วโดยสาร

          สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถเมล์ขสมก. คงจะพอคุ้นหน้าคุ้นตาคูปองตั๋วโดยสารอยู่บ้าง รายละเอียดบนหน้าตั๋วคูปองโดยสารจะคล้ายกันกับตั๋วรถเมล์ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นสี ราคา หรือเลขรหัสม้วนตั๋ว เพียงแต่ว่าจะมีสองส่วนในคูปองหนึ่งแผ่น เมื่อผู้โดยสารต้องการจะใช้ก็เพียงแค่ฉีกคูปองทั้งแผ่น ซึ่งกระเป๋ารถเมล์จะฉีกส่วนของผู้โดยสารให้เรา และเก็บส่วนของกระเป๋ารถเมล์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการใช้ตั๋วคูปองโดยสารของเรานั่นเอง

 

 

 

 

 

ตั๋วเรือ 
          ขึ้นรถแล้วก็ลงเรือบ้างดีกว่า การโดยสารทางน้ำนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แสนสะดวกสำหรับผู้โดยสาร ซึ่งในปัจจุบันเส้นทางของเรือโดยสารได้แบ่งออกเป็น 3 เส้นทางคือ เส้นทางของแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางคลองแสนแสบ และเส้นทางคลองพระโขนง นอกจากนั้นยังมีเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย ซึ่งการเดินเรือในแต่ละเส้นทางก็จะให้บริการในระยะทางที่ต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันตั๋วก็จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันด้วย แต่ที่เห็นจะแปลกสุดคงเป็นตั๋วเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ยังไงๆ หน้าตาก็คล้ายกันกับตั๋วรถเมล์ ว่าแต่...ความหมายจะเหมือนกันรึเปล่าต้องไปดูกัน

          1. แถบสีบอกรูปแบบของราคา มีสองแบบคือ ราคาเดียวตลอดสาย และราคาตามระยะทาง ซึ่งถ้าเป็นแถบทึบทั้งสองด้านจะเป็นราคาเดียวตลอดสาย แต่ถ้าเป็นแถบโปร่งนั่นหมายถึงมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับระยะทางนั่นเอง

          2. สีตั๋ว สีของตั๋วเรือจะแบ่งตามระยะทาง และราคาที่ทางบริษัทได้กำหนดไว้

          3. เลขรหัสม้วนตั๋ว รหัสม้วนของตั๋วเรือจะคล้ายกันกับรหัสม้วนตั๋วของรถเมล์ มีการกำหนดเลขรหัสม้วนของตั๋วแต่ละม้วน ซึ่งนอกจากตัวเลขแต่ละตัวแทนเส้นทางการเดินเรือแล้ว ยังแทนประเภทของเรือนั้นๆ เหมือนกัน อย่างในรูปนี้เลขรหัสม้วนตั๋วคือเลข 229 นั่นเอง

          4. เลขจำนวนผู้โดยสาร เลขจำนวนผู้โดยสารจะถูกนับไปเรื่อยๆ คล้ายกันกับตั๋วรถเมล์ แต่มีอย่างหนึ่งที่ต่างกันคือตั๋วเรือจะไม่มีการตัดหน้าตั๋ว แต่จะนับจำนวนคนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ใครที่ต้องการที่จะได้ตั๋วเรือที่ลงท้ายด้วย 000 อย่างตั๋วรถเมล์คงต้องรอให้ตั๋วถูกใช้ไปจนกว่าจะหมดหมวดตั๋วหรือจนกว่าจะหมดรอบการผลิตในแต่ละครั้ง (ซึ่งจำนวนตั๋วในรอบการผลิตแต่ละหมวดตั๋ว จะมีมากกว่าพันใบ) แล้วถึงจะขึ้นตั๋วหมวดใหม่ จึงจะได้ตั๋วใบแรกที่ลงท้ายด้วย 000 นั่นเอง

          5. เส้นทางการเดินเรือ เส้นทางการเดินเรือของเรือลำนั้นๆ หมายถึง ต้นสายและปลายสายของการเดินเรือประเภทนั้นๆ

          6. โลโก้ของบริษัทที่ให้บริการ บริษัทที่ให้บริการผู้โดยสาร อย่างตั๋วใบนี้ก็จะเป็นโลโก้ของของบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา

          7. ขึ้น-ล่อง สังเกตได้ว่าถ้าเป็นตั๋วรถเมล์ จะใช้คำว่าไปและกลับ แต่สำหรับเรือด่วนเจ้าพระยานั้น ขึ้นหมายถึงขาไปนอกเมือง ซึ่งจะมีเส้นทางจากวัดราชสิงขรไปนนทบุรี และล่องหมายถึงขากลับเข้าเมือง ซึ่งจะมีเส้นทางจากนนทบุรีกลับไปวัดราชสิงขร ความหมายเดียวกันแต่ใช้คนละคำนั่นเอง

ตั๋วเครื่องบิน
          ขอเหินฟ้ามาต่อกันที่ตั๋วนกเหล็กบ้าง แม้ว่าตั๋วเครื่องบินจะมีรายละเอียดครบถ้วนก็ตาม แต่สิ่งที่เราจะลืมไม่ได้เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินมาแล้วคือการตรวจสอบจุดหมายปลายทางของเรา วัน เวลา ชื่อ นามสกุล ยิ่งถ้าเดินทางไปต่างประเทศด้วยแล้วละก็ ชื่อนามสกุลต้องเช็กให้ตรงกับพาสปอร์ตของเราด้วย เพื่อความชัวร์ในการเดินทาง!

          สำหรับคนที่ใช้บริการการจองตั๋วทางอินเทอร์เน็ตหรือ E-ticket อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดในใบยืนยันการสำรองตั๋วเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นชื่อของสายการบิน หมายเลขตั๋วเครื่องบินที่ออก และรหัสการจอง

          ก่อนเดินทาง 1-2 วันควรตรวจสอบและยืนยันการเดินทางกับสายการบินโดยตรง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกะทันหันได้

ที่นั่งที่ปลอดภัยที่สุดบนเครื่องบิน 

          มีผลสำรวจมาว่า ผู้ที่นั่งท้ายเคบิน มีอัตราการรอดชีวิตถึง 69% สำหรับส่วนปีก มีอัตราการรอดชีวิต 56% เท่ากันกับด้านหน้าปีก

          ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ที่เรียกได้ว่าอาจมีโอกาสรอดน้อยที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก เพราะพื้นที่ตรงนั้นคือเคบินแรกหรือเป็นชั้นโดยสารชั้นหนึ่ง หรือชั้นธุรกิจ มีอัตราการรอดชีวิตเพียง 49% เท่านั้น

          แต่ไม่ว่าผลสำรวจจะออกมาเป็นอย่างไร คงไม่มีที่นั่งที่ไหนปลอดภัยเท่ากับการที่ผู้โดยสารรัดเข็มขัด และทำตามคำแนะนำของลูกเรืออย่างเคร่งครัดหรอกนะ...จะบอกให้

ตั๋วรถทัวร์
          ต่อกันที่การเดินทางอีกประเภทอย่างรถทัวร์ ในตอนนี้รถทัวร์มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้บริการเป็น 2 องค์กร คือทางกรมการขนส่งเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมด และเอกชนเป็นผู้บริหารงานเองนั่นเอง
เดี๋ยวนี้กรมการขนส่งได้อำนวยความสะดวกในการจองตั๋วเพิ่มขึ้น นอกจากการซื้อตั๋วบนรถและหน้าท่ารถแล้ว ยังสามารถจองผ่านอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย แต่ไม่ว่าผู้โดยสารจะจองตั๋วรถทัวร์ในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ ตั๋วรถทัวร์ก็ยังเป็นหลักฐานในการจับจองพื้นที่ของเราเช่นเดียวกัน

          1. ต้นขั้วตั๋วสำหรับพนักงานเก็บตั๋ว เป็นส่วนที่มีไว้สำหรับพนักงานเก็บตั๋วฉีกบนรถ

          2. ส่วนสำหรับให้ผู้โดยสารเก็บไว้ เป็นส่วนที่ผู้โดยสารเก็บไว้เป็นหลักฐานหลังจากที่กระเป๋ารถทัวร์ได้ฉีกต้นขั้วไปแล้ว ซึ่งในส่วนนี้จะมีใบกำกับภาษีแนบมาด้วย

          3. คูปองอาหาร ส่วนนี้จะมีให้สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไกลกว่า 300 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งผู้โดยสารสามารถนำคูปองนี้ใช้แทนเงินสดในการซื้ออาหารที่จุดซื้ออาหารได้

          4. เลขที่อ้างอิง เลขที่อ้างอิงจะสื่อความหมายถึงสาขาของการจำหน่ายตั๋ว รวมถึงที่นั่งทั้งหมดในการขายตั๋วในแต่ละครั้ง

          5. รหัสตั๋ว เลขทั้งห้าหลักนี้จะหมุนไปตามลำดับของตั๋วนั้นๆ ซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้โดยสารด้วย

          6. หมวดมาตรฐานรถ หมวดมาตรฐานรถ คือประเภทของรถในการให้บริการนั่นเอง สามารถแบ่งได้เป็น 4 หมวด ได้แก่ มาตรฐาน 1 (ม.1) หรือป.1 (ปรับอากาศชั้น 1), มาตรฐาน 2 (ม.2) หรือป.2 (ปรับอากาศชั้น 2, มาตรฐาน 3 (ม.3) ซึ่งรถมาตรฐานนี้จะเป็นรถพัดลม และมาตรฐานสุดท้ายมาตรฐาน 4 (ม.4) รถที่อยู่ในหมวดมาตรฐานนี้ คุณสมบัติคล้ายกันกับรถมาตรฐาน 1 แต่ต่างกันที่จำนวนที่นั่งที่มากกว่า และประเภทรถจะเป็นรถสองชั้นทั้งหมด

          7. ลายน้ำ ลายน้ำที่แสดงตราของบริษัทที่ให้บริการในการจองตั๋ว มีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตั๋วรถทัวร์ปลอมนั่นเอง

          8. ลาย Hologram ลาย Hologram เป็นรูป 3 มิติซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทที่ออกตั๋วให้กับผู้โดยสาร มีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตั๋วรถทัวร์เช่นเดียวกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่ารถที่เรานั่งเป็นมาตรฐานไหน?

          สังเกตได้ไม่ยากเลย ถ้าเป็นรถมาตรฐาน 1 จะแบ่งเป็น 3 ประเภทย่อยคือ มาตรฐาน 1 ก. หรือรถ VIP ตัวรถจะมีสีฟ้าคาดชมพู แต่ถ้าเป็นมาตรฐาน 1 ข.พิเศษ ตัวรถก็จะมีสีฟ้าคาดเหลือง สำหรับมาตรฐาน 1 ข. ตัวรถจะมีสีฟ้าคาดขาว

          สำหรับรถมาตรฐาน 2 ตัวรถจะมีสีฟ้าคาดส้ม แต่ถ้าเป็นรถมาตรฐาน 3 ตัวรถจะมีสีส้มและมาตรฐานสุดท้าย มาตรฐานที่ 4 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยคือ รถมาตรฐาน 4 ก. และรถมาตรฐาน 4 ข. ซึ่งตัวรถจะใช้สีเดียวกันกับมาตรฐาน 1 ก. และมาตรฐาน 1 ข. คือสีฟ้าคาดชมพู และสีฟ้าคาดขาว เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมือนกันนั่นเอง 

ตั๋วรถไฟ
          ปู๊นๆ... หากนึกถึงการเดินทางสุดคลาสสิกคงหนีไม่พ้นการเดินทางด้วยรถไฟอย่างแน่นอน ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟนี่แหละถือเป็นการเดินทางชนิดเดียวที่มีประเภทของตั๋วเยอะที่สุดถึง 11 ประเภท แต่ที่ยังมีใช้กันอยู่ทุกวันนี้มี 7 ประเภทด้วยกัน ตั้งแต่ตั๋วพิมพ์คอมพิวเตอร์, ตั๋วบาง, คูปองชานเมือง, ตั๋วชาน, ตั๋วสัมภาระ, ตั๋วโดยสารร