2008/May/06

ฉันไม่รู้...ว่าความรักต้องใช้เวลาแค่ไหน
เพราะฉันไม่เคยรักใครมาก่อน
เธอ...เป็นคนแรกของฉัน
และก็แอบหวังอยู่ลึกๆด้วยว่า
จะเป็นคนเดียว...


ฉันเป็นคนจริงจังกับงาน...
จนชีวิตยุ่งเหยิงอยู่เสมอ
เวลาให้ตัวเองยังไม่มี
แต่ก็ไม่เข้าใจ...ทำไมหัวใจถึงมีเวลาไปรักเธอ
ฟังดูอาจเหมือนเรื่องปุบปับ
หัวใจฉันนึกอยากรักเธอก็รัก
แต่เปล่าหรอก...ฉันรู้ดี
หัวใจฉันมันค่อยๆรักเธอมาทีละน้อย
นานแล้ว...


เธอบอกว่ารักกัน...ทำไมไม่มีเวลาให้กัน
เข้าใจฉันด้วยนะ...ว่าฉันเป็นคนอย่างไร
ฉันรักความสมบูรณ์แบบ...
รับผิดชอบและมุ่งมั่นคือคติประจำใจ
ดังนั้น...ฉันจึงอยู่กับงานมากกว่าเธอ
อย่าเพิ่งน้อยใจ...คิดว่าให้ความสำคัญกับงานมากกว่าเธอ
เธอต้องเข้าใจนะ
ว่างานคือชีวิตสำหรับฉัน
แต่เธอ...คือหัวใจ
ขาดเธอไป หรือขาดงานไปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ฉันก็อยู่ไม่ได้
คิดล่ะสิว่าฉันเห็นแก่ตัว...ควรเลือกอะไรสักอย่าง
แต่ถ้าฉันทิ้งงานทุกอย่าง...เลือกเธอ
ฉัน...ก็คงไม่ใช่ฉันคนที่เธอรัก
และไม่ใช่ฉันคนที่รักเธอด้วย


ดังนั้นโปรดอย่ากังวลว่าฉันไม่รักเธอแล้ว
โปรดอย่าลังเลว่าฉันจริงใจกับเธอแค่ไหน
รับรู้ไว้นะวันนี้...
กายอาจไม่มีเวลา...แต่มีหัวใจมาให้
และจะฝากไว้ที่เธอ...คนเดียว
เสมอไป
...รักนะคนดี...

 

2008/May/06

เรื่อง > dekyingwaiwai ภาพ > สุวิทย์ กิตติเธียร  

          “โปรดเก็บตั๋วไว้ให้ตรวจด้วยนะครับพี่... ขอบคุณครับ”

          ไม่ว่าจะขึ้นรถเมล์หรือเข้าโรงหนัง เรามักจะได้ยินประโยคนี้จากคนขายตั๋วอยู่เสมอๆ และในทุกๆ ครั้งที่เขาบอกเราก็มักจะ...ขยำทิ้งบ้าง เก็บใส่กระเป๋าเลยบ้าง หรือไม่ก็เหน็บไว้เบาะข้างหน้าบ้าง!

          หลายๆ คนมักจะมองข้ามความสำคัญของกระดาษใบเล็กๆ อย่างตั๋วไป แม้ว่าตั๋วจะไม่ใช่ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่จะต้องเก็บไว้แล้วส่งชิงโชค! แต่ตั๋วบางชนิดมีค่าแทนหรือเทียบเท่าเงินเลยทีเดียว เพราะข้อความที่อยู่บนตั๋วทุกใบ ตัวเลข ตัวหนังสือ สัญลักษณ์ สี สามารถบอกถึงความหมายและรายละเอียดของตั๋วใบนั้นๆ ได้ แถมยังเป็นประโยชน์ทั้งผู้ที่ออกตั๋วและผู้ที่รับตั๋วอีกด้วย แม้ว่าตั๋วบางชนิดจะมีแต่ตัวเลข ที่มองดูแล้วยังไงก็ไม่มีความหมาย แต่หารู้ไม่ว่าตัวเลขเหล่านั้นซ่อนความหมายมากมายอย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

ตั๋วการเดินทาง

 

ตั๋วรถเมล์
          การเดินทางที่ถือว่าเป็นที่นิยมมากที่สุด ทั้งราคาและความสะดวก เป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยใช้บริการรถเมล์นั่นเอง ยิ่งเดี๋ยวนี้ ตั๋วรถเมล์เป็นมากกว่ากระดาษธรรมดาๆ ซะแล้ว โดยเฉพาะใครที่มักจะลืมของบนรถเมล์เป็นประจำ แล้วไม่รู้ว่าจะไปตามของที่หายได้จากที่ไหน ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เอาเป็นว่า เพียงแค่คุณเก็บตั๋วรถเมล์ไว้ คุณก็ได้ของคืนแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเลขรหัสม้วนตั๋ว, เลขหมวดตั๋ว, โลโก้ ที่ปรากฏอยู่บนตั๋วใบเล็กนี่แหละ สามารถสืบทราบถึงสายรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์ที่เบิกม้วนตั๋วม้วนนั้น ช่วงเวลาที่คุณใช้บริการรถเมล์สายนั้นๆ ได้ รับประกันได้ว่าถ้าคุณลืมแม้แต่กระเป๋าเหรียญใบกระจิ๊ด ก็ได้คืน

          1. เลข 1-15 หมายถึง ตัวเลขแทนช่วงระยะทาง ตัวเลขเหล่านี้หมายถึงระยะทางที่กรมการขนส่งได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ซึ่งรถเมล์ทุกสายไม่ว่าจะเป็นเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือรถร่วมบริการต้องใช้ร่วมกัน อย่างเช่นเลขที่แทนช่วงระยะทางที่ 1 ก็จะมีระยะทางตั้งแต่ตลาดอตก.3 เลี้ยวถึงถนนประชาราษฎร์ ระยะทางที่ 2 ก็จะมีระยะทางตั้งแต่ถนนประชาราษฎร์ถึงสะพานพระราม 7 เป็นต้น ตัวเลขแทนช่วงระยะทางนี้จะมีมากกว่าหรือน้อยกว่า 15 ช่วงระยะก็ได้ ขึ้นอยู่กับองค์กรที่ให้บริการว่าจะให้บริการเส้นทางที่ใกล้ไกล มากน้อยขนาดไหน
นอกจากจะแทนช่วงระยะทางแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ยังสามารถบอกให้กับผู้โดยสารและนายตรวจตั๋วได้รู้อีกว่า ผู้โดยสารขึ้นจากรถเมล์ป้ายไหน และนับเป็นช่วงระยะทางที่เท่าไหร่ และถ้าเป็นรถเมล์ที่จ่ายเงินตามระยะทาง ก็จะบอกถึงราคาในแต่ละระยะทางอีกด้วย

          2. โลโก้ของบริษัท บริษัทที่ให้บริการผู้โดยสารขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะใช้โลโก้แบบไหน ถ้าหากเป็นรถของขสมก. ก็จะเป็นตราของขสมก. แต่ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ก็จะมีตราบริษัทที่ต่างกันออกไป จะเห็นได้จากตั๋วใบนี้ที่โลโก้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ BSS

          3. เลขรหัสม้วนตั๋ว เป็นเลข 3-4 หลักแรก (ซึ่งในแต่ละองค์กรที่ให้บริการจะกำหนดไม่เท่ากัน) ใน 7 หลัก ซึ่งจะแทนเส้นทางการเดินรถที่ทางขสมก.กำหนดขึ้น รวมทั้งยังแทนสายรถเมล์สายนั้นๆ ด้วย

          4. เลขจำนวนผู้โดยสาร เป็นเลข 3-4 หลักต่อท้ายจากเลขรหัสม้วนตั๋ว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 000 ในทุกๆ ม้วนตั๋วและจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้โดยสารในแต่ละวัน รู้อย่างนี้แล้วใครที่อยากได้ตั๋วที่ลงท้ายด้วย 000 ไปรอกันที่ท่ารถตั้งแต่รถออกได้เลย

          5. เลขหมวดตั๋ว เป็นเลขที่แทนรอบการผลิตตั๋วและแทนรถเมล์สายนั้นๆ ซึ่งจะมีตั้งแต่ 1-1000 เลยทีเดียว อย่างเช่นตั๋วรถเมล์ในรูปนี้ เลขหมวดตั๋วคือ 55

          6. สีของตั๋ว สีของตั๋วนอกจากจะบอกถึงราคาแล้ว สำหรับรถเมล์ปรับอากาศคำนวณราคาตามระยะทางยังสามารถบอกถึงช่วงระยะในการเดินทางของผู้โดยสารอีกด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว ลงจากรถเมล์เมื่อไหร่ก็อย่าลืมที่จะเก็บตั๋วมาไว้ด้วยล่ะ เพื่อว่าถ้าลืมของจะได้บอกได้ว่ารหัสม้วนตั๋วคือตรงไหน เลขหมวดตั๋วคือเลขอะไร โอเค้...

คูปองตั๋วโดยสาร

          สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถเมล์ขสมก. คงจะพอคุ้นหน้าคุ้นตาคูปองตั๋วโดยสารอยู่บ้าง รายละเอียดบนหน้าตั๋วคูปองโดยสารจะคล้ายกันกับตั๋วรถเมล์ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นสี ราคา หรือเลขรหัสม้วนตั๋ว เพียงแต่ว่าจะมีสองส่วนในคูปองหนึ่งแผ่น เมื่อผู้โดยสารต้องการจะใช้ก็เพียงแค่ฉีกคูปองทั้งแผ่น ซึ่งกระเป๋ารถเมล์จะฉีกส่วนของผู้โดยสารให้เรา และเก็บส่วนของกระเป๋ารถเมล์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการใช้ตั๋วคูปองโดยสารของเรานั่นเอง

 

 

 

 

 

ตั๋วเรือ 
          ขึ้นรถแล้วก็ลงเรือบ้างดีกว่า การโดยสารทางน้ำนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แสนสะดวกสำหรับผู้โดยสาร ซึ่งในปัจจุบันเส้นทางของเรือโดยสารได้แบ่งออกเป็น 3 เส้นทางคือ เส้นทางของแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางคลองแสนแสบ และเส้นทางคลองพระโขนง นอกจากนั้นยังมีเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย ซึ่งการเดินเรือในแต่ละเส้นทางก็จะให้บริการในระยะทางที่ต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันตั๋วก็จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันด้วย แต่ที่เห็นจะแปลกสุดคงเป็นตั๋วเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ยังไงๆ หน้าตาก็คล้ายกันกับตั๋วรถเมล์ ว่าแต่...ความหมายจะเหมือนกันรึเปล่าต้องไปดูกัน

          1. แถบสีบอกรูปแบบของราคา มีสองแบบคือ ราคาเดียวตลอดสาย และราคาตามระยะทาง ซึ่งถ้าเป็นแถบทึบทั้งสองด้านจะเป็นราคาเดียวตลอดสาย แต่ถ้าเป็นแถบโปร่งนั่นหมายถึงมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับระยะทางนั่นเอง

          2. สีตั๋ว สีของตั๋วเรือจะแบ่งตามระยะทาง และราคาที่ทางบริษัทได้กำหนดไว้

          3. เลขรหัสม้วนตั๋ว รหัสม้วนของตั๋วเรือจะคล้ายกันกับรหัสม้วนตั๋วของรถเมล์ มีการกำหนดเลขรหัสม้วนของตั๋วแต่ละม้วน ซึ่งนอกจากตัวเลขแต่ละตัวแทนเส้นทางการเดินเรือแล้ว ยังแทนประเภทของเรือนั้นๆ เหมือนกัน อย่างในรูปนี้เลขรหัสม้วนตั๋วคือเลข 229 นั่นเอง

          4. เลขจำนวนผู้โดยสาร เลขจำนวนผู้โดยสารจะถูกนับไปเรื่อยๆ คล้ายกันกับตั๋วรถเมล์ แต่มีอย่างหนึ่งที่ต่างกันคือตั๋วเรือจะไม่มีการตัดหน้าตั๋ว แต่จะนับจำนวนคนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ใครที่ต้องการที่จะได้ตั๋วเรือที่ลงท้ายด้วย 000 อย่างตั๋วรถเมล์คงต้องรอให้ตั๋วถูกใช้ไปจนกว่าจะหมดหมวดตั๋วหรือจนกว่าจะหมดรอบการผลิตในแต่ละครั้ง (ซึ่งจำนวนตั๋วในรอบการผลิตแต่ละหมวดตั๋ว จะมีมากกว่าพันใบ) แล้วถึงจะขึ้นตั๋วหมวดใหม่ จึงจะได้ตั๋วใบแรกที่ลงท้ายด้วย 000 นั่นเอง

          5. เส้นทางการเดินเรือ เส้นทางการเดินเรือของเรือลำนั้นๆ หมายถึง ต้นสายและปลายสายของการเดินเรือประเภทนั้นๆ

          6. โลโก้ของบริษัทที่ให้บริการ บริษัทที่ให้บริการผู้โดยสาร อย่างตั๋วใบนี้ก็จะเป็นโลโก้ของของบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา

          7. ขึ้น-ล่อง สังเกตได้ว่าถ้าเป็นตั๋วรถเมล์ จะใช้คำว่าไปและกลับ แต่สำหรับเรือด่วนเจ้าพระยานั้น ขึ้นหมายถึงขาไปนอกเมือง ซึ่งจะมีเส้นทางจากวัดราชสิงขรไปนนทบุรี และล่องหมายถึงขากลับเข้าเมือง ซึ่งจะมีเส้นทางจากนนทบุรีกลับไปวัดราชสิงขร ความหมายเดียวกันแต่ใช้คนละคำนั่นเอง

ตั๋วเครื่องบิน
          ขอเหินฟ้ามาต่อกันที่ตั๋วนกเหล็กบ้าง แม้ว่าตั๋วเครื่องบินจะมีรายละเอียดครบถ้วนก็ตาม แต่สิ่งที่เราจะลืมไม่ได้เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินมาแล้วคือการตรวจสอบจุดหมายปลายทางของเรา วัน เวลา ชื่อ นามสกุล ยิ่งถ้าเดินทางไปต่างประเทศด้วยแล้วละก็ ชื่อนามสกุลต้องเช็กให้ตรงกับพาสปอร์ตของเราด้วย เพื่อความชัวร์ในการเดินทาง!

          สำหรับคนที่ใช้บริการการจองตั๋วทางอินเทอร์เน็ตหรือ E-ticket อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดในใบยืนยันการสำรองตั๋วเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นชื่อของสายการบิน หมายเลขตั๋วเครื่องบินที่ออก และรหัสการจอง

          ก่อนเดินทาง 1-2 วันควรตรวจสอบและยืนยันการเดินทางกับสายการบินโดยตรง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกะทันหันได้

ที่นั่งที่ปลอดภัยที่สุดบนเครื่องบิน 

          มีผลสำรวจมาว่า ผู้ที่นั่งท้ายเคบิน มีอัตราการรอดชีวิตถึง 69% สำหรับส่วนปีก มีอัตราการรอดชีวิต 56% เท่ากันกับด้านหน้าปีก

          ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ที่เรียกได้ว่าอาจมีโอกาสรอดน้อยที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก เพราะพื้นที่ตรงนั้นคือเคบินแรกหรือเป็นชั้นโดยสารชั้นหนึ่ง หรือชั้นธุรกิจ มีอัตราการรอดชีวิตเพียง 49% เท่านั้น

          แต่ไม่ว่าผลสำรวจจะออกมาเป็นอย่างไร คงไม่มีที่นั่งที่ไหนปลอดภัยเท่ากับการที่ผู้โดยสารรัดเข็มขัด และทำตามคำแนะนำของลูกเรืออย่างเคร่งครัดหรอกนะ...จะบอกให้

ตั๋วรถทัวร์
          ต่อกันที่การเดินทางอีกประเภทอย่างรถทัวร์ ในตอนนี้รถทัวร์มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้บริการเป็น 2 องค์กร คือทางกรมการขนส่งเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมด และเอกชนเป็นผู้บริหารงานเองนั่นเอง
เดี๋ยวนี้กรมการขนส่งได้อำนวยความสะดวกในการจองตั๋วเพิ่มขึ้น นอกจากการซื้อตั๋วบนรถและหน้าท่ารถแล้ว ยังสามารถจองผ่านอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย แต่ไม่ว่าผู้โดยสารจะจองตั๋วรถทัวร์ในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ ตั๋วรถทัวร์ก็ยังเป็นหลักฐานในการจับจองพื้นที่ของเราเช่นเดียวกัน

          1. ต้นขั้วตั๋วสำหรับพนักงานเก็บตั๋ว เป็นส่วนที่มีไว้สำหรับพนักงานเก็บตั๋วฉีกบนรถ

          2. ส่วนสำหรับให้ผู้โดยสารเก็บไว้ เป็นส่วนที่ผู้โดยสารเก็บไว้เป็นหลักฐานหลังจากที่กระเป๋ารถทัวร์ได้ฉีกต้นขั้วไปแล้ว ซึ่งในส่วนนี้จะมีใบกำกับภาษีแนบมาด้วย

          3. คูปองอาหาร ส่วนนี้จะมีให้สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไกลกว่า 300 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งผู้โดยสารสามารถนำคูปองนี้ใช้แทนเงินสดในการซื้ออาหารที่จุดซื้ออาหารได้

          4. เลขที่อ้างอิง เลขที่อ้างอิงจะสื่อความหมายถึงสาขาของการจำหน่ายตั๋ว รวมถึงที่นั่งทั้งหมดในการขายตั๋วในแต่ละครั้ง

          5. รหัสตั๋ว เลขทั้งห้าหลักนี้จะหมุนไปตามลำดับของตั๋วนั้นๆ ซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้โดยสารด้วย

          6. หมวดมาตรฐานรถ หมวดมาตรฐานรถ คือประเภทของรถในการให้บริการนั่นเอง สามารถแบ่งได้เป็น 4 หมวด ได้แก่ มาตรฐาน 1 (ม.1) หรือป.1 (ปรับอากาศชั้น 1), มาตรฐาน 2 (ม.2) หรือป.2 (ปรับอากาศชั้น 2, มาตรฐาน 3 (ม.3) ซึ่งรถมาตรฐานนี้จะเป็นรถพัดลม และมาตรฐานสุดท้ายมาตรฐาน 4 (ม.4) รถที่อยู่ในหมวดมาตรฐานนี้ คุณสมบัติคล้ายกันกับรถมาตรฐาน 1 แต่ต่างกันที่จำนวนที่นั่งที่มากกว่า และประเภทรถจะเป็นรถสองชั้นทั้งหมด

          7. ลายน้ำ ลายน้ำที่แสดงตราของบริษัทที่ให้บริการในการจองตั๋ว มีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตั๋วรถทัวร์ปลอมนั่นเอง

          8. ลาย Hologram ลาย Hologram เป็นรูป 3 มิติซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทที่ออกตั๋วให้กับผู้โดยสาร มีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตั๋วรถทัวร์เช่นเดียวกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่ารถที่เรานั่งเป็นมาตรฐานไหน?

          สังเกตได้ไม่ยากเลย ถ้าเป็นรถมาตรฐาน 1 จะแบ่งเป็น 3 ประเภทย่อยคือ มาตรฐาน 1 ก. หรือรถ VIP ตัวรถจะมีสีฟ้าคาดชมพู แต่ถ้าเป็นมาตรฐาน 1 ข.พิเศษ ตัวรถก็จะมีสีฟ้าคาดเหลือง สำหรับมาตรฐาน 1 ข. ตัวรถจะมีสีฟ้าคาดขาว

          สำหรับรถมาตรฐาน 2 ตัวรถจะมีสีฟ้าคาดส้ม แต่ถ้าเป็นรถมาตรฐาน 3 ตัวรถจะมีสีส้มและมาตรฐานสุดท้าย มาตรฐานที่ 4 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยคือ รถมาตรฐาน 4 ก. และรถมาตรฐาน 4 ข. ซึ่งตัวรถจะใช้สีเดียวกันกับมาตรฐาน 1 ก. และมาตรฐาน 1 ข. คือสีฟ้าคาดชมพู และสีฟ้าคาดขาว เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมือนกันนั่นเอง 

ตั๋วรถไฟ
          ปู๊นๆ... หากนึกถึงการเดินทางสุดคลาสสิกคงหนีไม่พ้นการเดินทางด้วยรถไฟอย่างแน่นอน ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟนี่แหละถือเป็นการเดินทางชนิดเดียวที่มีประเภทของตั๋วเยอะที่สุดถึง 11 ประเภท แต่ที่ยังมีใช้กันอยู่ทุกวันนี้มี 7 ประเภทด้วยกัน ตั้งแต่ตั๋วพิมพ์คอมพิวเตอร์, ตั๋วบาง, คูปองชานเมือง, ตั๋วชาน, ตั๋วสัมภาระ, ตั๋วโดยสารรายเดือน, ตั๋ว VIP ซึ่งทั้งหมดจะมีทั้งรูปแบบ ราคา รวมทั้งลักษณะในการใช้ที่ต่างกันอีกด้วย แต่ตั๋วที่ใช้และพบเห็นบ่อยที่สุดคงเป็นตั๋วพิมพ์คอมพิวเตอร์ มาดูกันดีกว่าว่าตั๋วคอมพิวเตอร์จะมีรหัสลับอะไรให้เราได้ไขบ้าง... เริ่มกันที่

          1. สถานีต้นทางและสถานีปลายทาง สถานีต้นทาง-สถานีปลายทางนี้ไม่ได้หมายถึงจังหวัดที่เราขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสถานีในการจำหน่ายตั๋วและเป็นต้นสายที่เราเดินทางอีกด้วย

          2. ประเภทขบวนรถไฟ ประเภทขบวนรถไฟหมายถึงชนิดของขบวนรถไฟที่เรากำลังจะโดยสารซึ่งมีทั้งหมด 8ประเภท ประกอบไปด้วย ขบวนรถด่วนพิเศษ, ขบวนรถด่วน, ขบวนรถเร็ว, ขบวนรถธรรมดา, ขบวนรถชานเมือง, ขบวนรถท้องถิ่น, ขบวนรถรวม และขบวนรถท่องเที่ยว

          3. เลขที่ขบวนรถไฟ รถไฟของการรถไฟฯ ที่ให้บริการอยู่ในตอนนี้มีกว่า 90 ขบวน ตั้งแต่เลขขบวนรถที่ 1 เป็นต้นไป ซึ่งขบวนรถที่ 1 หรือรถไฟขบวนแรกนี้ มีเส้นทางคือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ นอกจากนั้นตัวเลขที่ว่านี้ยังแทนเส้นทางของรถไฟ หรือเรียกได้ว่าเป็นรหัสแทนเส้นทางในการเดินทางนั่นเอง

          4. ชั้นและประเภทตู้ ชั้นจะมีตั้งแต่ชั้น 1-3 เรียงตามความพิเศษของชนิดรถไฟ ประเภทตู้มีทั้งหมด 2 ประเภทใหญ่คือ รถโบกี้และรถกำลังดีเซลราง รถทั้ง 2 ประเภทนี้จะถูกแบ่งออกเป็นอีก 10 ชนิดด้วยกัน ตามรูปแบบในการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นแบบรถนอน รถนั่ง ปรับอากาศหรือไม่ปรับอากาศ อย่างเช่นในตั๋วใบนี้ ชั้นและประเภทตู้จะเป็น 3 บชส. 76 หมายถึงรถโบกี้ชั้นสาม มี 76 ที่นั่ง

          5. เลขที่นั่ง เลขที่นั่งจะปรากฏบนหน้าตั๋วก็ต่อเมื่อผู้โดยสารมีการสำรองที่นั่งล่วงหน้า ซึ่งรูปแบบที่นั่งจะขึ้นอยู่กับประเภทตู้รถไฟที่ให้บริการ

          6. ราคาตั๋ว ราคาตั๋วจะขึ้นอยู่กับระยะทางของเส้นทางในการเดินทาง ซึ่งราคาในเที่ยวไปและเที่ยวกลับก็จะต่างกัน แม้ว่าจะเป็นเส้นทางเดียวกันก็ตาม นั่นก็เพราะระยะทางที่เพิ่มขึ้นหรือสถานีที่ต่างกัน รวมทั้งประเภทรถไฟก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคารถไฟต่างกัน

ตั๋วรถไฟทั้งเจ็ด
          *ตั๋วบาง สำหรับผู้โดยสารที่โดยสารจากที่หยุดรถ หรือป้ายหยุดรถที่ไม่มีช่องจำหน่ายตั๋ว พนักงานจะให้ตั๋วที่เรียกว่าตั๋วบางสำเร็จรูป

          *คูปองชานเมือง สำหรับผู้โดยสารที่โดยสารขบวนรถชานเมืองทุกขบวน ระหว่างสถานีกรุงเทพฯ ถึงสถานีหัวหมาก ใช้ได้ทั้งเที่ยวไป-กลับ

          *ตั๋วชาน สำหรับผู้โดยสารที่โดยสารผ่านเข้าชานชาลาสถานีกรุงเทพฯ
          *ตั๋วสัมภาระ สำหรับผู้ที่ต้องการนำสิ่งของหรือยานพาหนะขึ้นรถไฟด้วย

          *ตั๋วโดยสารรายเดือน แบ่งเป็นสองรูปแบบ ทั้งเที่ยวเดียวและไปกลับ เหมาะสำหรับผู้โดยสารที่ต้องเดินทางในระยะไกลบ่อยๆ

          *ตั๋ว VIP สำหรับผู้โดยสารเฉพาะรถไฟชั้น 3 ทั้งเที่ยวไปและกลับ มีเส้นทางตั้งแต่กรุงเทพฯ (ฝั่งธนบุรี) - เชียงราก - ตลิ่งชัน - หัวตะเข้

          *ตั๋วคอมพิวเตอร์ เป็นตั๋วที่พบเห็นบ่อยที่สุด มี 2 ประเภทคือ แบบสำรองที่นั่ง และไม่สำรองที่นั่ง

ตั๋วการแสดง

          เมื่อพูดถึงการแสดงที่ต้องมีการจองตั๋วทุกชนิด หนีไม่พ้นบริษัทที่รับจองตั๋วอย่าง Thaiticketmajor อย่างแน่นอน การเปิดให้จองตั๋วของที่นี่มีให้จองตั้งแต่การแสดงนานาชนิดไปจนถึงกีฬาระดับโลกเลยทีเดียว ซึ่งเรียกได้ว่า 80 % ของตั๋วทั้งหมดก็จะเป็นตั๋วพลาสติกอย่างที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี สำหรับการผลิตตั๋วกระดาษของทาง Thaiticketmajor นั้นคงมีให้เห็นเฉพาะคอนเสิร์ตแบบ Open Air หรือคอนเสิร์ตที่ไม่ต้องจับจองที่นั่งล่วงหน้าเท่านั้น

          แต่ด้วยความทันสมัยแล้ว ไม่ว่าจะตั๋วพลาสติกหรือตั๋วกระดาษ ก็ล้วนแต่มีลวดลายและรูปแบบที่สวยงามแตกต่างกันไป ทำให้นักสะสมตั๋วได้มีโอกาสเก็บตั๋วเหล่านี้ไว้เป็นคอลเล็กชั่นของตัวเองอีกด้วย ซึ่งในการผลิตตั๋วแต่ละแบบก็จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของการแสดงนั้นๆ ด้วย

ตั๋วพลาสติก
          1. หมายเลขเครื่องที่ออกตั๋ว T + ตัวเลขสองหลัก หมายถึงสาขาที่ออกตั๋ว
          2. เลขบัตร เลขบัตรจะถูกนับจำนวนตามการออกบัตร
          3. ชื่อบริษัทที่ทำบัตร หมายถึงชื่อบริษัทที่ผลิตบัตรให้กับบริษัท Thaiticketmajor
          4. รหัสบัตร หมายเลขของบัตรที่นับตามจำนวนผู้เข้างาน
          5. หมายเลขกำกับภาษี
          6. ราคาบัตร ราคาที่ปรากฏอยู่ในช่องนี้ เป็นราคาที่แทนโซนในการชมการแสดง

          แต่ถ้าหากเป็นบัตรที่ผู้จัดงานออกให้กับสื่อมวลชนและลูกค้าของผู้จัดงาน จะระบุเป็นประเภทของบัตรที่แทนด้วยคำว่า Comps แต่ถ้าเป็นบัตรที่สปอนเซอร์ออกให้ลูกค้า จะระบุแทนด้วยคำว่า Pro

ตั๋วคอนเสิร์ต (กระดาษ)



          ตั๋วกระดาษมักจะถูกนำมาใช้ในงานที่ไม่ต้องจองที่นั่ง หรืองานที่จัดแบบ Open Air ดังนั้นรายละเอียดบนหน้าตั๋วก็จะน้อยกว่าตั๋วพลาสติก แต่ที่รับรองว่าตั๋วกระดาษทุกใบจะต้องมีคือ

          1. รหัสตั๋ว เพื่อนับจำนวนคนที่เข้างาน

          2. โซนในการเข้าชม (หลังตั๋ว) โซนในการเข้าชม ในบางคอนเสิร์ตราคามักจะเป็นตัวกำหนดโซนของการแสดงนั้นๆ อยู่แล้ว ซึ่งเราจะสามารถรู้ถึงโซนที่เราจะเข้าไปชมได้จากแผนผังหลังตั๋วนั่นเอง

 

 


ตั๋วการคลัง

 

ตั๋วเพชร

          ไม่บอกก็รู้ว่าเพชรเป็นอัญมณีที่เรียกได้ว่ามีราคาค่างวดสูงที่สุดในบรรดาอัญมณีด้วยกัน ดังนั้นจะซื้อแต่ละทีก็ต้องมีสิ่งที่การันตีความมีค่านี้ซะหน่อย ซึ่งหากใครที่จะไปซื้อหรือจับจองอัญมณีสักชิ้น อย่าลืมขอตั๋วเพชรเขามาด้วยล่ะ

          ใครที่กำลังงง ตั๋วพ้งตั๋วเพชรอะไรไม่เคยเห็น เราจะอธิบายให้ฟังดังนี้... ตั๋วเพชรที่ว่านี้ก็คือใบ Certification ของเพชรหรือเครื่องประดับที่ทำจากเพชรนั่นเอง ซึ่งทางร้านจะออกให้ก็ต่อเมื่อลูกค้าซื้อเครื่องประดับชิ้นนั้นๆ ไป

          แม้ว่าหน้าตาของตั๋วเพชรแต่ละร้านจะไม่เหมือนกันแต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะความสำคัญมันอยู่ที่รายละเอียดบนหน้าตั๋วที่จะบอกถึงน้ำหนัก สีสัน การเจียระไน ความสะอาด ชนิดของเพชรในรูปแบบนั้นๆ ที่อยู่ในมือคุณ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดที่อยู่ในตั๋วเพชรในแต่ละใบจะเป็นเหมือนบัตรประจำตัวที่จะอยู่กับเครื่องประดับชิ้นนั้นๆ ตลอดไป และยังบอกได้ว่าเพชรที่อยู่ในมือคุณนั้นมีคุณภาพมากน้อยขนาดไหน

          แม้ว่าบนหน้าตั๋วเพชรจะบอกถึงรายละเอียดที่สร้างความมั่นใจให้กับคนซื้อได้ว่ามีคุณภาพอย่างแน่นอน เรายังมีตัวช่วยเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยการันตีได้ว่าเพชรเม็ดนั้นเป็นเพชรแท้ ไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน นั่นคือคุณสมบัติ Diamond 4’C ซึ่งประกอบด้วย

          1. Carat Weight น้ำหนักเพชร

          2. Color สีของเพชร โดยทั่วไปเพชรที่เราเห็นกันจะอยู่ในกลุ่มของเพชรที่มีสีขาว และแบ่งความขาวออกเป็น 23 ขั้น คือตั้งแต่สี D (ขาวที่สุด) ไล่ไปจนถึงสี Z (เหลือง) ซึ่งเป็นเพชรขาวที่หายาก

          3. Cut การเจียระไน สามารถแบ่งระดับความสวยงามตามมาตรฐาน GIA ได้ 5 ระดับคือ Excellent, Very Good, Good, Fair, Poor

          4. Clarity ความสะอาดของเพชร จะกำหนดไว้ 10 ระดับหลักๆ คือตั้งแต่ IF (และ FL), VVS1, VVS2, VS1, VS2, SI1, SI2, I1, I2, I3 ตามลำดับ ทั้งนี้เพชรที่มีความสะอาดในระดับที่ไม่มีผลต่อประกายความสวยงามของเพชรคือต้องไม่ต่ำกว่า SI1 นั่นคือไม่มีสิ่งเจือปนที่มีสี

          อีกสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นตัวการันตีของเพชรที่มีคุณภาพ นั่นคือสัญลักษณ์ของสถาบันอัญมณีศาสตร์อย่าง GIA HRD หรือIGI รับรองได้ว่าถ้าคุณได้ตั๋วเพชรที่มีการประทับตราของสถาบันเหล่านี้อยู่ในมือ ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ตั๋วจำนำ

          หลายๆ คนอาจยังไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาของตั๋วจำนำ ซึ่งตั๋วจำนำก็เป็นตั๋วอีกประเภทหนึ่งที่ข้อมูลบนหน้าตั๋วสามารถบอกได้ถึงรายละเอียดสินค้า หรือสิ่งของที่เรานำไปจำนำ ซึ่งผู้ที่นำสิ่งของไปจำนำจะต้องเก็บตั๋วจำนำไว้ให้ดีที่สุด เพราะตั๋วจำนำนี้จะเปรียบเป็นหลักฐานในการนำของไปจำนำ รวมทั้งยังเป็นหลักฐานที่จะบอกว่าเราจะต้องส่งดอกเบี้ยเท่าไหร่ เหลืออีกเท่าไหร่อีกด้วย

          แล้วถ้าตั๋วจำนำหายล่ะ จะทำอย่างไร ...ไม่ยากเลย เพียงแค่เจ้าของตั๋วรับจำนำต้องมาแจ้งที่สถานธนานุบาล ทางสถานธนานุบาลจะออกใบแจ้งตั๋วหายให้ นำใบแจ้งตั๋วหายที่ทางสถานธนานุบาลออกให้ไปแจ้งความที่สน.ท้องที่ที่สถานธนานุบาลตั้งอยู่ภายใน 3 วัน หลังจากนั้นนำใบแจ้งตั๋วหายและบันทึกประจำวันจากสน.ไปที่กองทะเบียน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (แผนกควบคุมโรงรับจำนำ) เพื่อประทับตราอนุญาตให้ส่งดอกเบี้ยหรือไถ่ถอน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถส่งดอกเบี้ยหรือไถ่ถอนได้ต่อไป

          แต่เดี๋ยวก่อน!!! ที่ดียิ่งไปกว่านั้นคือ ระยะจำนำก็ยังเท่ากับระยะเวลาของตั๋วเดิมที่หายไปด้วย

 


ตั๋วที่ประทับใจของบก.

          เล่าเรื่องตั๋วมาก็เยอะแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะให้บก.นักเดินทางของเรามาเล่าความทรงจำเกี่ยวกับตั๋ว และการเดินทางที่น่าประทับใจให้ได้อ่านกัน เรียกได้ว่าตั๋วที่เลือกมานี้เป็นสุดยอดของความประทับใจทั้งนั้นแหละ แต่จะรูปแบบไหนต้องไปอ่านดู

          1. Boarding Pass “สำหรับบอร์ดดิ้งพาสนั้น ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเก็บ เพิ่งเก็บช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานี่เอง มันเริ่มจากเวลาเดินทางกลับจากต่างประเทศก็จะคาบอร์ดดิ้งพาสเอาไว้ในกระเป๋าใส่พาสปอร์ต เป็นเร็กคอร์ดเพื่อเตือนความจำว่าไปไหนมาบ้าง เพราะเวลาเราจะไปเมืองนอกแล้วต้องเขียนคำขอวีซ่ามันจะมีช่องให้กรอกประมาณว่า ในรอบสามปีที่ผ่านมาเดินทางไปไหนมาบ้าง

          ผมเป็นคนเดินทางบ่อย ก็กลัวเขียนตกหล่น เดี๋ยวไม่ตรงกับบันทึกในคอมพิวเตอร์ของเขาเดี๋ยวเขาไม่ยอมให้วีซ่าอีก เพราะช่วงสี่ห้าปีมาหลังเทศกาลการก่อการร้าย การขอวีซ่าจะยุ่งยากกว่าก่อน ข้อมูลต้องกรอกให้ครบ จะดูจากพาสปอร์ตมันก็มั่วๆ เละๆ ไปทั้งเล่ม ก็เลยต้องเก็บบอร์ดดิ้งพาสเอาไว้ มัดหนังยางเอาไว้เป็นปีๆ จะได้จำได้ว่าไปไหนมาบ้าง พอเก็บไปเรื่อยๆ แล้วเอามาดูใหม่มันก็ให้อารมณ์ความรู้สึกดี หยิบใบไหนขึ้นมาดูมันก็จะจินตนาการย้อนไปทริปที่เคยไป ให้ความรู้สึกดีๆ เหมือนได้ย้อนกลับไปเที่ยวอีกรอบ”

          2. ตั๋วพิพิธภัณฑ์ “อาชีพทำหนังสือเวลาไปไหนต่อไหน อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องมาเขียน นอกจากบันทึกการเดินทางประจำวันที่ผมมักจะทำเวลาเดินทาง ผมมักจะแปะตั๋วติดไว้กับไดอารี่ด้วย เวลาไปไหนถ้ามีเวลาและโอกาส ผมมักจะแวะพิพิธภัณฑ์กับหอศิลป์แถวนั้น จะใหญ่จะเล็กถ้าแวะได้แวะหมด ความรู้สึกดีเวลาเราเข้าพิพิธภัณฑ์ก็คือ เวลาเราเดินอยู่ในนั้น เราจะรู้สึกว่าตัวเราช่างเล็กเหลือเกิน เพราะผลงานต่างๆ ที่เก็บไว้ในนั้นมันช่างยิ่งใหญ่จนทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นอณูจ้อยๆ บนโลกใบนี้ พิพิธภัณฑ์สำหรับผมนั้นเปรียบเสมือนเป็นที่ลดอัตตา ใหญ่มาจากไหน ให้มองไปรอบๆ พิเคราะห์พิจารณาสิ่งของต่างๆ ที่คนใหญ่จริงกว่าเราเขาสร้างสรรค์ทิ้งไว้บนโลกใบนี้ แล้วตัวเราก็จะค่อยๆ หดลงๆ จนเหลือตัวเล็กจ้อย อัตตาที่เคยเบ่งบานเกือบเท่าไดโนเสาร์จะเหลือแค่นาโน”

          3. ตั๋วระทึกขวัญ “สองปีก่อน ผมเดินทางไปลอนดอน ครั้งนั้นไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปทำงาน แต่ไปในฐานะผู้ติดตามภรรยาที่ทำงานอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปประชุมที่ตลาดหลักทรัพย์ที่ลอนดอน เวลาเดินทางตามภรรยาไปประชุมต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว ฮ่องกง นิวยอร์ก หรือดีซี

          ผมมักจะมีความสุข เพราะแต่ละวันไม่มีโปรแกรมอะไร ว่างทั้งวัน เมียประชุมตั้งแต่เช้าจรดเย็น ผมก็ว่างแสนว่าง ส่วนใหญ่มักจะไปเดินเล่นตามพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ต่างๆ ในเมืองนั้น ครั้งไปลอนดอน ช่วงนั้นผมมักจะบ่นให้ใครต่อใคร (รวมทั้งคนอ่าน mars ด้วยในบทบก. ถ้ายังจำได้) ว่า ช่วงนั้นผมมันตัวซวย เดินทางไปไหน แถวนั้นมักจะมีเรื่องฉิบหายวายป่วงเกิดขึ้น ประมาณว่า ไปแถวโรม โป๊ปก็ตาย ไปอียิปต์ ก็มีผู้ก่อการร้ายยิงรถนักท่องเที่ยว ทริปนั้นผมยังเล่าให้คุณยุทธ วรฉัตรธาร ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ที่ร่วมทริปไปกับเมียผมฟังถึงเรื่องนี้ระหว่างกินเป็ดที่โฟร์ซีซั่น คุณยุทธหัวเราะและบอกว่า หวังว่าทริปลอนดอนนี่คงปลอดภัยนะ

          ปรากฏว่ารุ่งขึ้น ชาวตลาดหลักทรัพย์ไปประชุมกัน ก็มีวางระเบิดครั้งใหญ่ที่ลอนดอน แม้อาจจะถูกมองว่าเป็นตัวซวย แต่ดวงคงยังไม่ถึงฆาต จริงๆ แล้วผมตั้งใจจะขึ้นรถไฟใต้ดินสายที่ถูกบอมบ์ในช่วงเวลานั้นพอดี แต่ตอนที่ก้าวเท้าออกจากโรงแรม ผมเกิดเงยหน้ามองไปเห็นยอดโดมโบสถ์เซนต์ปอลที่อยู่ใกล้ๆ เลยเปลี่ยนใจเดินไปเที่ยวเซนต์ปอล ระหว่างที่มีบอมบ์ ผมไม่รู้เรื่องเลย ระหว่างอยู่ในโบสถ์ แม่โทรมาหาจากเมืองไทย ผมยังนึกว่าแม่ล้อเล่น ออกมาจากเซนต์ปอลถึงได้รู้เรื่อง ผมเลยเก็บตั๋วรถไฟใต้ดินแบบ 7 วันที่ซื้อเอาไว้เป็นที่ระลึก แถมด้วยตั๋วรถบัสที่ซื้อไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ขึ้น เพราะระบบขนส่งของลอนดอนในวันนั้นเป็นอัมพาตหมดทุกระบบ นับว่าเป็นลอนดอนที่ตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่เคยไปมา”   

ขอขอบคุณ
- นายท่า สมพร ม่วงพลับ : นายตรวจตั๋วรถประจำทาง สาย 72 ท่าเทเวศร์
- บริษัท ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ จำกัด : สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม editor@thaiticketmajor.com 0-2262-3456
- สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (โรงรับจำนำ) สาขาเทเวศร์

2008/May/06

เรียนท่านผู้ใช้ อีเมล์ และ อินเทอร์เน็ต ที่เคารพทุกท่าน
           ทุกครั้งที่ท่าน รับ-ส่ง อีเมล์ กรุณาใช้วิจารณญาณด้วยว่า ข้อความ หรือ ภาพ นั้น จะเท็จ จะจริง หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่

1. อาจก่อความเสียหายให้ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่
2. อาจสร้างความตื่นตระหนก ตกใจกลัว แก่คนทั่วไปหรือไม่
3. อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สถาบัน หรือเป็นความผิดด้านการก่อการร้าย หรือไม่
4. มีเนื้อหา ภาพ อันเป็นลามก หรือไม่
             หากท่านคิดว่าใช่  แต่ก็ยัง เผยแพร่ ส่งต่อ(Forward) ยังไปพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติมิตร ด้วยกลัวว่า บุคคลเหล่านั้น อาจตกข่าว และท่านเองอาจคิด ภูมิใจ ไปว่า เป็นคนแรกๆที่รู้ข่าว และเอื้อเฟื้อต่อ ญาติมิตร หรือท่านอาจนำ ข้อความ หรือ ภาพ ที่ได้รับมานั้น นำไปเผยแพร่ลงใน เว็บบอร์ด ในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น
            ท่านทราบหรือไม่ว่า ท่านอาจทำผิดกฎหมาย โดยรู้เท่าไม่ถึงการ และด้วยความไม่รู้ทางเทคนิค อาจนำภัย ไปสู่ พรรคพวก เพื่อนฝูง ที่ได้ส่งข้อความ ภาพ นั้น มายังท่านด้วยเพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าง่ายว่า ใครส่งต่อไปหาใคร ใครได้รับ แล้วส่งต่อไปหาใครต่อ.... อาจต้องรับโทษ จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
            เพราะ ตามกฎหมายใหม่ " พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550" ได้กำหนดโทษเกี่ยวกับ  การนำเข้า/เผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม ไว้ดังนี้
             มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

            1. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

            2. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

            3. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
            4. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

            5. เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม 1,2,3 หรือ 4
สรุป
            ดังนั้น ทุกครั้งที่ท่านได้รับ อีเมล์ ข่าว เนื้อความ หรือ ภาพ มาจากอินเทอร์เน็ตก่อนที่ท่านจะเผยแพร่ ส่งต่อ(Forward) ยังไปพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือท่านจะนำ ข้อความ หรือ ภาพ ที่ได้รับมานั้น ไปเผยแพร่ลงใน เว็บบอร์ด ในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น
            กรุณาใช้วิจารณญาณ ก่อนด้วยว่า ไม่ว่า ข้อความ/ ภาพ นั้น จะเท็จ จะจริง หรือไม่อย่างไรก็ตาม

1. อาจก่อความเสียหายให้ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่
2. อาจสร้างความตื่นตระหนก ตกใจกลัว แก่คนทั่วไปหรือไม่
3. อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สถาบัน หรือเป็นความผิดด้านการก่อการร้าย หรือไม่
4. มี เนื้อหา/ภาพ อันเป็นลามก หรือไม่
            ถ้าคิดแล้ว เห็นท่าจะไม่ค่อยดี  ก็อย่า Forward ไปเลยครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านและพรรคพวก เพื่อนฝูง ของท่าน อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5)
ด้วยความเคารพ
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน
ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม

2008/May/06


ถ้าความรักมีรูปทรงเป็นวงกลม O
ก็ควรจัดการแบ่งวงกลมวงนี้

เป็นสองส่วนเท่า ๆ กันที่สุด

เราก็จะได้ครึ่งวงกลมขนาดเท่ากัน

หรือเกือบเท่ากัน จำนวนสองครึ่งวงกลม

ตั้งชื่อให้ครึ่งวงกลมแรกว่า
...~.หัวใจ ~

ตั้งชื่อให้ครึ่งวงกลมที่สองว่า
....~ สมอง ~

แล้วเขียนอธิบายภายใต้ล่างว่า

* * * หัวใจ....มีไว้รู้สึก * * *

* * * สมอง.....มีไว้คิด * * *

เพราะความรักควรมีทั้งความรู้สึกและความคิด

อย่าใช้หัวใจอย่างเดียว เมื่อรักใคร

รวมถึงเมื่อรักใคร อย่าให้หัวใจเขาไปทั้งดวง

ให้จำไว้ว่า เรายังต้องหายใจต่อ

ถ้าให้หัวใจเขาไป แล้วเราจะเอาหัวใจที่ไหนมาหายใจ

การรู้จักรักคนอื่นนั้นเป็นเรื่องดี

แต่จะดียิ่งขึ้น ถ้าระหว่างที่รักคนอื่น

เราก็ไม่ลืมที่จะรักตัวเองด้วย

และการรู้จักมีความหวังนั้น ก็เป็นสิ่งที่ดี

แต่จะดียิ่งขึ้น ถ้าเรารู้จักที่จะหวังกับตัวเอง

มากกว่าที่จะหวังกับคนอื่น

รักเพราะรักแล้วมีความสุขเถอะ

อย่ารักแล้วดิ้นรนทุกวิถีทางเพียงแค่ต้องการ

ให้เขามารักตอบ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว

หากไม่เป็นอย่างที่เธอหวัง หรือเขา

ไม่รักเธอเท่าที่เธอรักเขา

คนที่เจ็บปวดมากว่าใครในโลก....ก็คือเธอ

น้ำตาที่ไหลไม่ใช่น้ำตาใคร แต่เป็นน้ำตาเธอ

ทีนี้...จากที่รักก็อาจจะกลายเป็นเกลียด

จากเกลียดก็อาจจะกลายเป็นแค้น

แม้ครั้งหนึ่งเธอจะเคยบอกว่ารักเขาอย่างที่สุด

2008/May/06

 
       ตอนเด็กๆ เคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น แล้วมีฉากรุ่นน้องสารภาพรัก บอกความรู้สึกให้รุ่นพี่ที่ชอบไหมคะ?
       
       ไม่ว่าจะเป็นจดหมายรักในซองสวยที่รุ่นน้องก้มหน้าอย่างอายๆ แล้วยื่นออกไปให้ หรือช็อกโกแลตรูปหัวใจในวันวาเลนไทน์ที่แอบใส่ไว้ให้รุ่นพี่
       
       ความรู้สึกทั้งหมดถูกประดิดประดอยลงบนกระดาษ หรือถ่ายทอดลงไปในของขวัญ เพื่อสิ่งสิ่งเดียว นั่นก็คือ การ “สารภาพรัก”
       
       ภาษาญี่ปุ่นเรียกการ “สารภาพรัก” ว่า “โคะคุฮะคุ” และการ “สารภาพรัก” นี้เอง ที่ทั้งภาพยนตร์ ละครทีวี นวนิยาย เรื่องสั้น และหนังสือการ์ตูน เรื่องแล้วเรื่องเล่า ต่างก็มีเนื้อหาอุทิศให้กับสิ่งๆ นี้
       
       ใบหน้าที่แดง ก้มลง และไม่กล้าสบตา
       
       มือสองข้างที่ถือของหรือซองจดหมายยื่นให้
       
       ความรู้สึกที่ถูกส่งมอบไป ได้แต่คอยให้อีกฝ่ายตอบมา
       
       การ “สารภาพรัก” เป็นสิ่งซึ่งอ่านเจอในการ์ตูนแล้วรู้สึกอายๆ เป็นสิ่งที่คิดว่าสักวันจะต้องทำให้ได้ สิ่งที่ไม่เคยกล้าลงมือทำ สิ่งที่เสียใจว่าในที่สุดก็ไม่เคยได้ทำ และสิ่งที่ติดอยู่ในใจมาตลอดว่า ถ้าทำไปแล้วจะเป็นอย่างไร
       
       สมัยก่อนการถ่ายทอดความรู้สึกนั้นอยู่ในรูปแบบของจดหมายหรือไม่ก็ของขวัญเป็นส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้กลายเป็นเมลทางโทรศัพท์ไปจำนวนไม่น้อย
       
       หัวใจที่เต้นตึ้ก ตึ้ก รอให้ฝ่ายตรงข้ามบอกความรู้สึกในขณะนั้น กลายเป็นความคาดหวังและรอคอยให้คนคนนั้นตอบความรู้สึกกลับมาทางตัวหนังสือ
       
       ถึงเราจะพบเห็นการ “สารภาพรัก” มาโดยตลอด แต่จริงๆ แล้วการ “สารภาพรัก” ทำได้ไม่ง่ายเลย ตอนเด็กๆ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องน่ารัก น่าเอ็นดู ที่นึกถึงทีไรก็ต้องอมยิ้ม แต่พอเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ การที่จะสารภาพรักออกไปกลับไม่ได้ง่ายเหมือนในการ์ตูน แต่กลายเป็นว่าต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาผสม
       
       ทั้งเรื่องของกาลเทศะ จังหวะเวลา หน้าที่การงาน ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และศักดิ์ศรีที่ไม่อาจให้สูญไป
       
       การ “สารภาพรัก” จึงเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ เหมือนที่เราเห็น
       
       นญี่ปุ่น ประเทศที่มีการ “สารภาพรัก” เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดในวัฒนธรรม มีเว็บไซต์และแหล่งข้อมูลมากมายที่อุทิศให้ “โคะคุฮะคุ” โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของวิธีการ จังหวะ ภาษาที่ใช้ ไปจนถึงข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวัง ซึ่งขอสรุปสั้นๆ มาจากเว็บไซต์ชื่อ www.i-kokuhaku.com (แค่ชื่อของเว็บไซต์ก็รู้แล้วค่ะว่าเว็บไซต์นี้เกี่ยวกับการ “สารภาพรัก”อย่างแน่นอน)
       
       เว็บไซต์นี้รวบรวมเรื่องราวและข้อมูลเกี่ยวกับการ “สารภาพรัก” และยังลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นๆ ในหัวข้อเดียวกันด้วย
       
       เรื่องแรก คือ เรื่องของ “จังหวะ และเวลา” ที่ทางเว็บไซต์บอกว่าคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่า ควรกระทำใน “โอกาสพิเศษ” อย่างวันวาเลนไทน์หรือวันคริสต์มาส แต่จริงๆ แล้วการสารภาพรักในโอกาสพิเศษกลับไม่ได้มีผลแตกต่างออกไปเลย
       เวลาที่เหมาะต่อการ “โคะคุฮะคุ” มากที่สุดนั้น คือช่วงเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกหันเข้าหาหรือโอนเอียงมาทางเราต่างหาก เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามดูไม่มีทีท่า ต่อให้สารภาพรักเวลาไหน ก็คงเป็นไปได้ยาก
       
       เรื่องต่อมาคือ สิ่งที่ทำให้คนคนนั้นประทับใจได้ ข้อมูลชี้ว่าสิ่งที่มีผลมากที่สุดคือ สีหน้าและท่าทาง รองลงมาคือ น้ำเสียงและการใช้ภาษา ส่วนลำดับสุดท้าย คือ เนื้อหาของสิ่งที่พูด
       

       อย่างไรก็ตาม ลำดับที่กล่าวมาก็จะแตกต่างกันไปตามวิธีการ เช่น ถ้าเป็นเมลทางโทรศัพท์ จะเป็นเรื่องของเนื้อหาและภาษาที่ใช้ล้วนๆ ถ้าเป็นทางโทรศัพท์ เนื้อหา ภาษา และน้ำเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าเป็นการพบหน้ากันล่ะก็ ปัจจัยทุกอย่างก็จะมีบทบาทต่อการโคะคุฮะคุ
       
       ส่วนเรื่องสุดท้าย คือเรื่องของ “จุดประสงค์” และ “จุดหมาย” ของการ “โคะคุฮะคุ” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ เพื่อ “สารภาพรัก” และเพื่อให้ได้ “คบหรือรู้จักคนคนนั้น” มากขึ้น โดย “จุดประสงค์” นี่เองที่ทำให้การเลือกใช้คำ ภาษา และท่าทางมีความแตกต่างกัน
       
       ถ้าจุดหมายของโคะคุฮะคุคือความต้องการที่จะ “สารภาพรัก” เพียงอย่างเดียว สิ่งที่สื่อสารออกมาก็จะเป็นไปเพื่อเราฝ่ายเดียว แต่ถ้า “จุดประสงค์และจุดหมาย” ของการโคะคุฮะคุ คือ การให้มีโอกาสได้รู้จักกับคนคนนั้นมากขึ้นล่ะก็ กระบวนการกลั่นกรองและทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกถ่ายทอดออกมา ก็จะเต็มไปด้วยความหวัง ความรู้สึกดีๆ และความรู้สึกที่อยากให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุข
       

       ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มีผลให้ “โคะคุฮะคุ” สำเร็จและเห็นผล
       
       แต่ก็สามารถมองได้อีกมุมหนึ่งว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดอาจไม่มีค่าเท่ากับความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ผ่านการกลั่นกรอง และไม่เรียกร้องใดๆ
       
       มีเป้าหมาย และไม่มีเป้าหมาย
       
       การกลั่นกรอง และไม่กลั่นกรอง แต่สื่อสารออกไปอย่างซื่อๆ
       
       การต้องการเป็นเจ้าของ และความรู้สึกไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ
       
       การถ่ายทอดความรู้สึกออกไป และการเก็บมันเอาไว้คนเดียวเงียบๆ
       
       จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่าสิ่งใดๆ ก็ได้นะคะ


Thamolwan
View full profile