love-story

2007/Oct/10

หากความรักเกิดในความฝัน... -=Byหมอแมว=- เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสฟังเพลงที่คุ้นเคยเพลงหนึ่งจากคลื่นวิทยุ เป็นเพลง"ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ"ของ"อพาร์ตเมนต์คุณป้า" ที่ถูกนำมาเรียบเรียงและร้องใหม่ "หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยให้เธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ" ว่ากันว่าเพลงนั้น เพียงแต่เปลี่ยนท่วงทำนองก็สามารถสร้างความรู้สึกใหม่ๆได้ ... เพลงนี้ก็เช่นกัน เมื่อฟังอีกครั้งในอีกVersionก็ได้ความรู้สึกที่คุ้นเคยบางอย่าง คุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหมครับ คุณกลับมาถึงบ้านเตรียมไปอาบน้ำ แวะไปเอนหลังลงนอนที่โซฟาหลังจากทำงานเหนื่อยๆมาทั้งวัน ขณะที่กำลังเคลิ้มๆอยู่นั้นฉับพลันคุณก็รู้สึกว่าเตียงนอนข้างๆยวบลงพร้อมๆกับมีกระแสความอบอุ่นความสุขเกิดขึ้น กลิ่นหอมๆลอยมาแตะที่จมูก คุณไม่ได้เห็นหน้า ไม่รู้จักหน้าตา ในตอนนั้นคุณเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้าทันทีว่า คนที่นั่งข้างๆนี้แหละ คือคนที่คุณรอมาแสนนาน แล้วคุณก็ลุกขึ้น พบว่าไม่ได้มีใครนั่งอยู่ข้างๆตัวคุณเลย ... แต่คุณรู้สึกยังรู้สึกและจำได้แม่นว่าเมื่อสักครู่ไม่ได้ฝันไป สั้นๆเรื่องการหลับ การหลับของคนเรา มีการแบ่งไว้หลายรูปแบบ แบบหนึ่ง แบ่งตามลักษณะการเคลื่อนไหวของตา เรียกว่า REM และ NonREM NonREM คือช่วงที่ตาไม่มีการเคลื่อนไหว REMคือช่วงที่ตามีการเคลื่อนไหว อีกแบบหนึ่ง แบ่งตามลักษณะคลื่นสมอง แบ่งเป็น4ระดับ 1-4 แบบที่1หลับตื้นๆ แบบที่4หลับลึกๆ คนเราเวลานอน จะเริ่มจากช่วงที่ยังตื่น คลื่นสมองจะเป็นลักษณะที่เรียกว่า อัลฟ่า... เบต้า เมื่อเริ่มเข้าสู่ระดับที่1 คลื่นสมองจะเปลี่ยนเป็นแบบ "ธีต้า" ช่วงนี้ถ้าไปดูจะเห็นว่าหลับไปแล้ว พอเข้าสู่ระดับที่2 คลื่นสมองจะเป็นรูปเข็มและเกิดลักษณะ K-complex เมื่อเข้าสู่ระยะที่3 คลื่นสมองจะตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ .... แต่ทั้งสามระดับนี้ปลุกก็ยังตื่นขึ้นมาได้ ถ้าระดับ1หลับตื้นๆก็ปลุกง่ายหน่อย ถ้าระดับ3ตื่นมาก็งัวเงียหน่อย พอเข้าสู่ระดับที่4 คลื่นสมองจะเปลี่ยนเป็นลักษณะที่เรียกว่า "เดลต้า" ช่วงนี้คลื่นสมองจะตัวใหญ่มาก เป็นภาวะหลับลึก ช่วงนี้ไปเขย่าตัวแรงๆก็อาจจะไม่ตื่น ทั้งสี่ระดับนี้เป็นช่วงที่อยู่ในnon REM(ตาไม่เคลื่อนไหว) เป็นช่วงที่อาจจะมีความฝันได้ แต่เวลาตื่นจะลืมเอาง่ายๆถ้าไม่ได้จดไว้ พอพ้นระดับสี่ คลื่นสมองจะเด้งกลับมาเป็นเหมือนคนตื่นนอน ลูกตาจะเคลื่อนไหว (REM) เป็นช่วงที่คนเรากำลังฝัน(แบบที่จำความฝันได้) ช่วงนี้ถ้าหากปลุกก็มักจะตื่นและรู้สึกสดชื่นอย่างกับได้นอนมาเต็มอิ่ม แต่ความรู้สึกที่ว่ามันไม่ใช่ความฝันนะ ยังไม่ได้หลับเลย ปัญหาในเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีประสบการณ์แปลกๆเกิดขึ้นมากมาย เพราะหลายๆคนที่เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นกับตนเองจะรู้สึกว่าไม่ได้หลับ .... ถ้าหลับ จะไปเกิดเป็นความฝันซึ่งเจ้าตัวมักจะรู้ว่าฝันแน่ๆ แต่บางคนแค่นั่งพักหลับตาเท่านั้นเองก็รับรู้ความรู้สึกแปลกๆเหล่านั้นได้แล้ว ... บางคนก็รับรู้เสียง สัมผัส กลิ่น รส หรือแม้แต่เห็นภาพ!!! ซึ่งไม่น้อยทีเดียวที่โยงไปกับเรื่องผีวิญญาณและความเชื่อ ผมเองเคยมีโอกาสสัมผัสแบบจังๆและจำได้แม่น คือเมื่อ7-8ปีก่อน ตอนนั้นกำลังนั่งฟัง90Shock ของคุณกพล ทองพลับอยู่บนเตียง ระหว่างกำลังอยู่ในระหว่างโฆษณานั้นเองก็รู้สึกว่าเสียงวิทยุเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีเสียงผู้ชายแหบพร่าพูดออกมาจากวิทยุว่า "ไม่ง่วงอีกเหรอ" จังหวะที่ได้ยินเสียงนั้นรู้สึกได้ว่ายังเห็นภาพ ... ยังมองเห็นรอบๆห้อง ... ที่สำคัญ เกิดความกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อนอย่างสูงสุด แล้วผมก็กระพริบตาถี่ๆ เห็นภาพรอบๆชัดเจนขึ้น ลุกขึ้นยืน ... เสียงวิทยุเป็นเสียงพี่ป๋อง กำลังพูดอยู่ (ตะกี้เงียบนี่หว่า) ว่าแล้วก็วิ่งออกไปนอกห้อง ไปนั่งดูทีวีกับพ่อแม่อยู่5นาที10นาที แล้วก็กลับมานั่งฟังต่อ .... ถ้าเป็นทั่วๆไปก็คงเรียกว่าเจอผี ... แต่ทำไมไม่มาแบบเห็นจะ หรือได้ยินเวลากำลังเดินอยู่ นั่งทำงานอยู่ล่ะ ทำไมต้องมีลักษณะเหมือนตัดภาพนิดนึง ทำไมต้องเป็นเวลานอน วิทยาศาสตร์เรียกมันว่าอะไร ในทางวิทยาศาสตร์ เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Hypnagogia ค้นพบมาตั้งแต่เกือบ100ปีก่อน ปัจจุบันมีความพยายามศึกษาเรื่องพวกนี้หลายชิ้นและพบว่าส่วนใหญ่ ช่วงที่เรียกกันว่าครึ่งหลับครึ่งตื่นนี่แหละจะเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้มากที่สุด โดยจะเกิดในช่วงหลับระดับที่1-2ในช่วงNonREM ที่เจอได้บ่อยมากๆ คือความรู้สึกตกจากที่สูง (จนตกใจตื่น) รู้สึกขากระตุก(ซึ่งบางทีก็กระตุกจริงๆ) ... เจอบ่อยมากๆจนบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดขึ้นเพราะบางคนจะเป็นความรู้สึกช่วงสัปหงก ที่เจอได้พอประมาณคือ ความรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกเหมือนมีอะไรมาทับ (กุมาร!?!) ความกลัวอย่างที่สุด เสียงคนพูดหรือเสียงอื่นๆ 'เห็น'หรือรู้สึกว่ามีคนเดินไปเดินมารอบๆ ที่พอจะเจอได้บ้างประปรายคือ รู้สึกว่าล่องลอยออกไปนอกร่างกาย โดนดึงขาดึงแขนจะตกเตียง(บางทีไม่มีเตียงแต่เหมือนโดนดึงจากข้างล่าง!) ได้กลิ่นต่างๆ โชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ จะพบว่าไม่ว่าความรู้สึกที่ว่าจะดีหรือไม่ดี จะเกิดความรู้สึกกลัวหรือความรู้สึกมีความสุข ภาพหน้าคนที่คุณเห็นจะไม่ค่อยชัดเจนและตื่นมาจะจำไม่ได้ (บ๊ะ ตรงกับเพลงเลย ... เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน) มีงานวิจัยหลายชิ้นครับที่พยายามหาว่าช่วงความรู้สึกนี้อยู่ตรงจุดใดของการนอน โดยเริ่มการทดลองจากการสังเกตว่าคนเราจะเกิดอาการเหล่านี้ได้บ่อยเมื่อการนอนถูกรบกวน เช่น - มีความเครียดมากๆ - นอนไม่เป็นเวลา - เปลี่ยนสถานที่นอน - นอนในท่าที่ไม่เหมาะสม - กินยาหรือสารที่ก่อให้เกิดการนอนผิดปกติ (คาเฟอีน ยานอนหลับ ยาแก้แพ้) ที่เห็นในการทดลองคือให้อาสาสมัครอดนอนแล้วนอนในท่านั่งโดยไม่ทำการพยุงหัว จากนั้นก็รอ ซึ่งสภาวะแบบนี้แหละที่จะเกิดHypnagogiaได้ง่าย ซึ่งจากงานวิจัยบางชิ้นก็ระบุว่ามันมักเกิดในช่วงสามระดับแรกของการนอนโดยเฉพาะในช่วง2 ที่เค้าวิจัยกันก็ไม่ใช่ทำไปเล่นๆ แต่เพราะว่ามีโรคหลายโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะที่ว่านี้เช่นภาวะ "ผีอำ" และโรค"Narcolepsy"(หลับไม่เป็นที่ไม่เป็นเวลา) "Narcolepsy" เป็นโรคที่คนเป็นจะหลับแบบที่ไม่ได้ง่วง เวลาหลับจะเลือกไม่ได้และต่อต้านความง่วงนั้นไม่ได้ การรู้ถึงสัญญาณเตือนว่าใกล้จะหลับอย่างเช่นการเห็นแสงหรือได้ยินเสียง จะเป็นตัวบอกให้คนๆนั้นรีบหาตำแหน่งที่ปลอดภัยในการนอน หรือไม่ก็ใช้ในการปรับยา โรคนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักในไทยนัก ... ในการ์ตูนเรื่องคินดะอิจิ-คดีฆาตกรรมปริศนา ฉบับการ์ตูนทีวี กล่าวถึงโรคนี้ครั้งหนึ่งในตอนคดีฆาตกรรมกัปตันวิญญาณ (รู้สึกจะไม่มีในหนังสือการ์ตูน) "ผีอำ" เป็นภาวะที่เกิดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายขยับไม่ได้(อาจจะยกเว้นลูกตา) ร่วมกับสมองรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัว ถ้าผีอำธรรมดา คนมักจะไม่กลัวเพราะไม่อะไร ... บางครั้งตื่นมาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผีอำ แต่ความน่ากลัวอันหฤหรรษ์อันดับที่1ของผีอำอยู่ที่ การเกิดร่วมกับภาวะ Hypnagogia นั่นคือเกิดภาวะร่างกายขยับตัวไม่ได้ หายใจไม่ออก เหมือนโดนอะไรมานั่งทับ ได้ยินเสียงแปลกๆ เห็นภาพแปลกๆ และที่สำคัญ "เกิดความกลัวอย่างไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบ" นั่นยังไม่พอ... เนื่องจากภาวะที่ว่านี้มักจะเกิดในช่วงการหลับไปได้20-30นาที ร่วมกับคนที่จะเกิดมักเป็นคนที่มีปัญหาการนอน(เช่นเปลี่ยนสถานที่นอนหรือเครียด) ... ดังนั้น พอเกิดขึ้นแล้วหลุดจากภาวะ"ผีอำ" ก็ลุกไปปลุกคนที่นอนใกล้ๆหรือเพื่อนๆ จะเจอความน่ากลัวอันหฤหรรษ์อันดับที่2คือ เพื่อนๆปลุกไม่ตื่นกันสักคน!!! ..................................... (เพราะเพื่อนๆหลับไปก่อนแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงหลับลึกที่สุดคือระดับที่4) ผมเองเจอภาวะที่เรียกว่าผีอำบ่อยพอสมควร โดยเฉพาะช่วงที่เรียนแพทย์ปี4-5-6และจบมาใช้ทุนได้ปีแรก เรียกได้ว่าเจอทุกสัปดาห์ ช่วงที่เจอเยอะๆ เจอวันละครั้งหรือคืนละหลายรอบ เกือบทุกครั้งที่เจอจะมีเสียงสูงๆดังแสบแก้วหู จากนั้นจะตามมาด้วยแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก และความกลัวเอามากๆ .... ล่าสุดเพิ่งเจอไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา .... รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นสิ่งปกติทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังบังคับไม่ได้ ... ก็แปลกดีเหมือนกัน แถมถ้าหากคิดถึงมันมากๆตั้งใจว่าคืนนี้จะไม่ให้เกิดขึ้น มันก็ชอบเกิด .... ดังนั้นคืนนี้ใครนอนก็ระวังไว้หน่อยนะครับ อาจจะเจอโดยไม่อยากเจอ หุหุหุ ปล. บางคนอาจจะสงสัย อ้าวไหนชื่อเรื่องเมื่อความรักเกิดในความฝัน ... จริงๆแล้วเรื่องที่ว่ามันหมดไปตั้งแต่ย่อหน้าที่สองแล้วครับ 555 (แต่เนื้อหาที่เหลือก็อธิบายนะว่าเกิดจากยังไง) ปอ. ถ้าผมใช้ชื่อเรื่องว่า ฝันเสมือนจริง เรื่องจริงจากการนอน หรือ Hypnagogia คงงงล่ะครับว่าเรื่องอะไร ปฮ. แต่เพลงของอพาร์ตเมนต์คุณป้าเพราะจริงๆนะครับ ฟังแล้วนึกถึงความฝันครั้งนั้นเลย แบบมีรูปภาพประกอบ ดูได้ที่ http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5901112/X5901112.html

2007/Oct/05

วัยและประสบการณ์ทำให้คนมีนิยามของ "รักแท้" แตกต่างกันไป
บางคนก็ว่ารักแท้ไม่เคยอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์
บางคนก็ว่ารักแท้คือรักที่กำลังรักอยู่ยามนี้
บางคนก็ว่ารักแท้หาเอาได้ตามเตียงทุกเตียง


แต่มีนักจิตวิทยาได้ให้องค์ประกอบของรักแท้สำหรับให้คนพิสูจน์ความรักหนนั้นของตนว่า
.. มันเป็นรักแท้ขนานแท้ รักแท้แบบปลอมปน หรือรักแท้ที่ปลอมสนิท

1. ต้องมีความรู้สึกได้สัมผัสกับความสุขร่วมกับคนๆ นั้น
เมื่ออยู่ด้วยกันก็จะมีความสุขมาก ไม่เคยเบื่อที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ
และเมื่อยามที่เขาห่างไกลไม่ได้เห็นหน้า ก็จะรู้สึกเหงาๆ และคิดถึง
ไม่ใช่พอเขาหันหลังให้ยังเห็นชายเสื้อแว้บๆ ก็แทบจะตีปีกโลดเต้นดีใจ


2. ต้องให้ความเคารพนับถือคนๆ นั้น ถ้าจะรักใครสักคน
แล้วตั้งหน้าดูถูกไม่เคยให้ความเคารพ ใครอื่นจะเคารพคนๆ นั้นของเรา
และการที่ได้รักใคร่กับคนที่ใครๆ เขาดูถูก
มันจะเหลือความภูมิใจในคนๆ นั้นสำหรับเราได้ยังไง


3. ต้องรู้สึกว่าคนๆ นั้นเป็นที่พึ่งได้
เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในชีวิต
ก็มั่นใจว่าเขาจะอยู่เคียงข้าง เพื่อคอยช่วยเหลือ
ไม่ใช่ว่าเรากำลังจะตกตึกอยู่รอมร่อ ก็ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยฉุด


4. ต้องเชื่อมั่นว่าถ้ามีปัญหาใดๆเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหนสัมพันธภาพก็ยังคงดำเนินต่อไป
เพราะคนเราย่อมผิดพลาดกันได้ ถ้ารู้จักอภัยกันมันก็อยู่กันทน
ไม่ใช่ผิดหนเดียวก็ถีบส่ง


5. ต้องเข้าถึงความต้องการ อารมณ์ และความรู้สึกของคนๆ นั้น
อย่างถ้ารู้ว่าชอบจะอยู่คนเดียว
ตามลำพังบ้างก็ควรเปิดโอกาสได้อยู่กับตัวเองด้วยความเต็มใจ
ไม่ใช่เปิดโอกาสอย่างกระเง้ากระงอด


6. ต้องมีความรู้สึกต้องตาต้องใจในสรีระของคนๆ นั้น
ไม่ว่าจะต้องเสน่ห์ในความเป็นหญิงกำยำ
หรือในความล้านจนขึ้นเงาวับบนหัวเขา
มันก็มีส่วนในความรักเหมือนกัน


7. ต้องรู้สึกว่าเราสามารถจะพูดคุยกับคนๆ
นั้นได้ทุกเรื่องอย่างเปิดอก

สามารถที่จะขุดความรู้สึกส่วนลึกในหัวใจขึ้นมาพูดได้
ไม่ใช่ต้องปิดบังความรู้สึกส่วนนั้นไว้
เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้วเราจะอับอาย
หรือไม่ก็กลัวว่าเขาได้ยินแล้วจะผงะหงายแล้วเดินหายไปจากชีวิต



8. ต้องรู้สึกว่าคนๆ นั้นเป็นของมีค่าในมือ
ถ้าไม่มีเขาสักคนชีวิตของเราก็สูญของมีค่าไป


9. ต้องรู้สึกเต็มใจที่มีส่วนร่วมกับคนๆ นั้นในหลายๆ ด้าน
เป็นต้นว่า ความคิด อารมณ์และเวลา แต่ไม่ใช่ร่วมกับเขาไปหมด
จนเขาไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง


10. ต้องรู้สึกอยากมีส่วนร่วมอยากรับฟังทุกอย่าง
ไม่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ดี
หรือเป็นสิ่งที่ทุกข์ ที่เรียกว่า ร่วมทุกข์ร่วมสุข
เพราะคนที่ต้องการแต่จะร่วมสุข
นั่นหมายถึงว่าคุณไม่ได้มีรักแท้กับคนๆนั้น


ถ้ามีครบทุกข้อดังที่กล่าวมา ให้ถือว่ากำลังมีรักแท้โดยสมบูรณ์
แต่ถ้าขาดไปสักข้อสองข้อ ก็ให้โมเม ว่ายังเป็นรักแท้อยู่
แต่ถ้ามีเพียงหนึ่งหรือสองข้อในจำนวนทั้งหมดที่กล่าวมา
ก็จงอย่าพยายามหลอกตัวเอง ว่ารักนี้เป็นรักแท้
เพราะไม่เช่นนั้นทั้งสิบคนที่คบอยู่จะเป็นรักแท้ไปหมด

2007/Aug/26

คุณตกหลุมรักกับภาษาอังกฤษหรือเปล่า?

ภาษาฝรั่งเศสอาจได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภาษาแห่งความรัก แต่ภาษาอังกฤษเองก็ไม่ใช่ย่อย เรียนศัพท์ในประโยคเหล่านี้แล้วนำไปใช้เมื่อพูดถึงแฟนคุณ

1. Love makes the world go round ถึงบางคนจะเชื่อว่าเงินเท่านั้นที่ทำให้โลกเราก้าวไปข้างหน้า แต่สำหรับคนโรแมนติคขนานแท้แล้วล่ะก็ ความรักต่างหากที่สำคัญที่สุดต่อการมีชีวิต

2. Your better half หมายถึงแฟนของคุณนั่นเอง หรือคุณจะเรียกแฟนว่า 'my other half' ก็ได้ แต่ your better half มีความหมายดีกว่า your other half!

3. The light of my life คำว่าlight of your lifeหมายถึงคนที่จุดประกายยิ้มแจ่มใสและทำให้คุณมีความสุข! คุณสามารถบอกรักต่อแฟนคุณได้ว่า "Darling, you light up my life"

4. She drives me crazy! เปล่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหล่อนทำให้คุณจะบ้าตายหรอก ! ถ้าใครที่ Drives you crazy แสดงว่าเขาหรือเธอทำให้คุณใจเต้นตึกตักเป็นจังหวะรัก อย่างเช่นประโยค "You're crazy about Amy, why dont you ask her out?"

5. Falling in love การใช้คำว่า to fall in love นั้นมีความหมายลึกซึ้งมากไปกว่า to love ซึ่งถึงแม้ว่า To love ใครซักคนนั้นก็มีความหมายดีอยู่แล้วก็ตาม แต่ to fall in love มีความหมายมากไปกว่านั้นอีก คือแทบจะกล่าวได้ว่าจะมีชีวิตปราศจากเขาหรือเธอคนนั้นไม่ได้เลย! จำไว้อย่างหนึ่งว่าอย่ากล่าวประโยค "I'm falling in love with you" กับแฟนของคุณเร็วนัก รอจนกระทั่งคุณแน่ใจเต็มร้อยก่อนดีกว่า

6. Perfect match คุณหา perfect match ของคุณเจอรึยัง? คำว่า perfect matchของคุณนี้มีความหมายตรงตัวเลย ซึ่งก็หมายถึงคนที่เหมาะสมกับคุณได้ในทุกด้าน อาจเรียกได้อย่างหนึ่งว่าเป็น 'soul mate' ของคุณ

7. Seeing, Dating, Going steady เมื่อคุณเพิ่งจะเริ่มออกเดทกับใครซักคนและคุณไม่อยากให้ความสัมพันธ์นั้นพัฒนาไปอย่างจริงจังเร็วนัก คุณอาจพูดได้ว่า 'I'm seeing someone' หลังจากนั้นซักพักคุณจะเริ่มเลื่อนระดับเป็น dating จนกระทั่งคุณ go steady กับคนนี้ซึ่งหมายความว่าคุณกับใครคนนั้นถือว่าเป็นแฟนกันอย่างเป็นทางการ

8. You are too good to be true! ถ้าคุณบอกใครซักคุณว่าอย่างนั้นหมายความว่าคุณคิดว่าเขาหรือเธอดีมหัศจรรย์จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริง คุณอาจกล่าวได้อย่างหนึ่งว่า you are like a dream come true ก็ได้

9. Significant Other นี่เป็นศัพท์สมัยใหม่ที่ใช้เรียกแฟนของคุณเมื่อกล่าวถึงเขาหรือเธอเมื่อคุณพูดกับคนอื่น อย่างเช่นในประโยค Can I bring my Significant Other to the party? แต่ไม่ใช่ Honey, you are my Significant Other

10. Love at first sight หมายถึงการที่คนสองคนตกหลุมรักกันตั้งแต่รักพบ และถ้าคุณเชื่อว่ารักแรกพบมีจริงล่ะก็ แสดงว่าคุณเป็นคนโรแมนติคขนานแท้เลยล่ะ!

2007/Aug/26

>>>>>ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ นึงตลอด
>>>>>เวลา
>>>>>เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้
>>>>>และบางครั้ง ก็อาจมีคน
>>>>>ที่คิดถึงเรา โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน
>>>>>
>>>>>บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว
>>>>>มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า
>>>>>สิ่งที่เราคิดทั้งหมด มันคือความฝันของ
>>>>>เราเองเพียงคนเดียว
>>>>>ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจมกับความ
>>>>>ฝัน
>>>>>มากกว่าการได้รับรู้ความจริง
>>>>>การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า ไม่ใช่
>>>>>เรื่องน่าเศร้า...
>>>>>เราอาจเป็นที่ 2 ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3
>>>>>ที่ 4...
>>>>>และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า...
>>>>>ก็ขอให้คิดไว้ว่า ดีกว่าเรา
>>>>>ไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย
>>>>>
>>>>>แต่โปรดจำไว้เถอะว่า
>>>>>หากหัวใจของคุณ
>>>>>ยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ
>>>>>พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า.......ชั้นเหนื่อยเหลือ
>>>>>เกินแล้ว
>>>>>โปรดห้ามใจเถอะ ก่อนที่ชั้นจะอ่อนล้าไปกว่านี้...
>>>>>
>>>>>ก็จงชอบ
>>>>>ต่อไปเถอะ
>>>>>การรักใครซักคน ไม่ต้องการความพยายาม
>>>>>"การตัดใจ"ต่างหาก ที่
>>>>>ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย
>>>>>ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า ความสุขยาม ที่
>>>>>คุณได้สบตาเค้า
>>>>>กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า
>>>>>อันไหนมันหนัก
>>>>>หนากว่ากัน
>>>>>
>>>>>อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป...
>>>>>อย่าโทษเค้าที่
>>>>>ไม่มีใจให้...
>>>>>อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรง
>>>>>กัน
>>>>>
>>>>>แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง
>>>>>ที่อย่างน้อย ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสาย
>>>>>เกินไป
>>>>>แต่ก็ยังได้พบ...
>>>>>
>>>>>ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรา
>>>>>มา
>>>>>แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป...
>>>>>
>>>>>ยิ้มให้กับโชคชะตา
>>>>>
>>>>>ที่ยังทำให้เรา...ได้รู้จักกัน
>>>>>
>>>>>คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง
>>>>>
>>>>>คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้มของเค้าไว้คนเดียว
>>>>>
>>>>>คนที่คุณใส่ใจกว่า
>>>>>ตัวคุณเอง...
>>>>>คนที่ทำให้คุณหัวเราะ...และร้องไห้ได้มาก
>>>>>มาย...
>>>>>
>>>>>
>>>>>คนที่
>>>>>เพียงแค่ยิ้มของเค้า
>>>>>ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น...ให้กลายเป็นวันที่สด
>>>>>ใส
>>>>>เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ?
>>>>>
>>>>>แค่การได้เห็นคนที่เรา
>>>>>รัก
>>>>>ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคนที่เค้ารักมากที่สุด
>>>>>...นั่นแหละคือความ
>>>>>สุขของการได้รัก...อย่างจริงใจ



edit @ 3 Nov 2014 19:29:29 by puk-pui

2007/Jul/22

รัก หมายถึงการให้ ให้คนที่รักมีความสุข แม้ว่าตัวเองจะมีหรือไม่มีความสุขก็ตาม เพราะรักไม่ได้หมายถึงความสมหวังเสมอไปหากคุณรักเขาแต่ไม่ได้รักคุณ แต่อย่างน้อยคุณก็ได้รับและมอบหัวใจให้เขาไปแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นสุขแล้วล่ะ สุขที่ได้รักไงค่ะ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างมอบรักให้กันแก่กัน รักสมหวัง ก็มีความสุขทั้งคู่ แบบนี้ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

" " รัก " มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าที่คุณคิด คนส่วนใหญ่จึงไม่รู้ความหมายคำว่ารักอย่งแท้จริง เพราะหวังให้อีกคนมารักตอบ ทั้งที่จริงแล้วแค่คุณได้รักเขา ก็คือความสุขได้รักแล้ว "

" รักคือการอดทนและการยอมรับ "

ชอบ หมายถึง เป็นความรู้สึกแบบเพื่อน เพราะที่คบกันได้เพราะรู้สึก "ชอบ" อะไรเหมือนกัน

" ชอบ " คือ รสนิยมตรงกัน นิสัยไปด้วยกันได้ เข้าใจกัน คุยกันถูกคอ เรียกว่าชอบพอกัน เมื่อทำสิ่งที่ชอบเหมือนกันก็จะมีความสุขและความพอใจด้วยกัน

"ดังนั้นชอบจึงไม่ใช่รัก"

แต่ คำว่า " ชอบ " จะมาก่อนความรู้สึกที่เรียกว่า " รัก "

เมื่อชอบกันนั้นก็หมายความว่าเรานร่าจะไปกันได้ งั้นลอง ๆคบกันไปดูก่อน ดูนิสัยใจคอกันไปเรื่อย ๆ ถ้าใช่ ความรู้สึกชอบจะค่อย ๆพัฒนาการเป็นความรัก

หลง หลงกับรัหเป็นความรู้สึกที่คล้ายกันมาก แต่มีเส้นบาง ๆกั้นกลางอยู่ ถ้าดูดี ๆ เราจะแยกออกจากกันได้

หลายคนแยกไม่ออกแรก ๆ ก็เรียกว่ารักอยู่ แต่พอนาน ๆ เข้า ด้วยเพราะความแสนดีของผู้ชาย(ผู้หญิง) หรือเพราะหน้ามืดตามัวก็ไม่รู้กลายเป็นหลงอย่งหัวปักหัวปำ เลยขั้นที่เรียกว่ารักไปแล้ว ทุ่มเททั้งกายและมอบใจให้เขาไปหมด ทั้ง ๆที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะเลือกคุณเป้นคนสุดท้ายหรือป่าวก็ไม่รู้

" เหมือนกับว่า "หลงจนโงหัวไม่ขึ้น. อาการเป็นแบบนี้ "

ขอส่งท้ายนะคะ

" ก่อนจะรักใครสักคน ขอให้เริ่มจาก " ความชอบ " ปล่อยให้ดำเนินตามเวลาและความรู้สึกจนพัฒนาไปเป็น " ความรัก " จากนั้นปล่อยให้รักนำทางไปสู่ฝั่งฝัน เมื่อใดก็ตามที่มีอาการ " หลง " เริ่มกล้ำกลายเข้ามา ให้พยายามลดดีกรีความหลง แลวรักจะราบรื่น แน่นอนค่ะ เรรักใครไม่ควรไปหลงเขาให้มากกว่านี้เพราะเมื่อเขาไปเจอคนใหม่ที่ใช่แล้วคุณก็จะเจ็บมากนะคะ

รัก-ชอบ-หลง เมื่อคุณแยก 3 คำนี้ได้คุณก็จะรักเป็นค่ะ " ลองดูนะค่ะ





Tunwanich
View full profile